ชาวนาบุรีรัมย์แห่นำสิ่งของมีค่าจำนำเพื่อนำเงินจ่ายค่ารถเกี่ยวและใช้จ่ายในครัวเรือนคึกคักหลังราคาข้าวตก

ชาวนาบุรีรัมย์แห่นำสิ่งของมีค่าจำนำเพื่อนำเงินจ่ายค่ารถเกี่ยวและใช้จ่ายในครัวเรือนคึกคักหลังราคาข้าวตก

แบ่งปัน

ชาวนาที่บุรีรัมย์ไม่เลือกขายข้าวหลังราคาตกต่ำ แห่นำสิ่งของมีค่าจำนำคึกคักเพื่อนำเงินไปเป็นค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว ค่าแรง และนำไปใช้จ่ายในครัวเรือนวันละ 5 – 600 ราย 80 เปอร์เซ็นต์เป็นชาวนา ทำให้โรงรับจำนำต้องจ่ายให้บริการสูงขึ้นถึงวันละ 7-8 ล้านบาท จากช่วงปกติวันละ 2 – 3 ล้านบาท

รถเกี่ยวข้าวขุรีรัมย์

( 7 พ.ย.59 ) ชาวนาในเขตพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ไม่เลือกนำข้าวเปลือกไปขายให้กับโรงสี และท่าข่าว หลังราคาข้าวเปลือกนาปีตกต่ำในรอบหลายสิบปี เหลือเพียงกิโลกรัมละ 5 – 6 บาท ทำให้ชาวนาได้รับความเดือดร้อนขายข้าวไม่อยู่ที่จุดคุ้มทุน โดยชาวนาบางส่วนต้องนำสิ่งของมีค่า ทองคำรูปพรรณ เครื่องใช้ไฟฟ้า ผ้าไหม และสิ่งของมีค่าอื่นๆ เข้าไปใช้บริการโรงรับจำนำ หรือสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ เพื่อที่จะนำเงินไปเป็นค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว หรือเป็นค่าจ้างแรงงานในการเก็บเกี่ยวข้าว ทั้งจะนำเงินไปใช้จ่ายแก้ปัญหาความเดือดร้อนในครอบครัว โดยในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ละวันได้มีประชาชนและเกษตร เข้าไปใช้บริการโรงรับจำนำเทศบาลเมืองเฉลี่ยวันละ 5 – 600 ราย จำนวนนี้ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นเกษตรกร ทำให้โรงรับจำนำต้องใช้เงินให้การให้บริการเพิ่มขึ้นเป็นวันละ 7 – 8 ล้านบาท จากปกติมีผู้มาใช้บริการวันละ 2 – 300 ราย ใช้เงินในการบริการวันละ 2 – 3 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนั้นยังมีเกษตรกรที่ไม่มีเงินไปไถ่ถอนสิ่งของมีค่าที่นำไปฝากไว้มาติดต่อตัดดอกไว้ก่อน เพื่อรอการนำข้าวที่เก็บเกี่ยวไว้ไปเข้าร่วมโครงการจำนำยุ้งฉาง หรือเข้าร่วมโครงการชะลอราคาข้าวของรัฐบาล ค่อยจะนำเงินที่ได้ไปไถ่ถอนสิ่งของมีค่าที่นำไปฝากไว้ที่โรงรับจำนำกลับคืนมา จึงขอให้ทางรัฐบาลได้เร่งดำเนินการในโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าว ก่อนที่จะได้รับความเดือดร้อนไปมากกว่านี้

เกี่ยวข้าว

นายเพียร สวัสดี ชาวนาบ้านหนองเครือ ต.ถลุงเหล็ก อ.เมืองบุรีรัมย์ (เสื้อเชิ้ต) กล่าวว่า ที่ได้นำทองคำรูปพรรณมาจำนำในครั้งนี้ เพื่อนำเงินไปเป็นค่าจ้างรถเกี่ยวข้าว เพราะไม่สามารถนำข้าวไปขายได้เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำเพียง ก.ก. 5 – 6 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ถูกมากไม่อยู่ที่จุดคุ้มทุน ส่วนข้าวเปลือกที่เก็บไว้จะรอนำไปเข้าร่วมโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวของรัฐบาล จึงจะนำเงินมาไถ่ถอนทองที่นำมาฝากไว้ที่โรงจำนำ จึงขอให้รัฐบาลได้เร่งดำเนินการในโครงการอย่างเร่งด่วนด้วย

ด้านนางประทุมวดี อ๊อกมณโท ผู้ช่วยผู้จัดการโรงสถานธนานุบาลเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีเกษตรกรนำสิ่งของมีค่ามาไปใช้บริการโรงรับจำ เพื่อนำเงินไปเป็นค่าจ้างรถเกี่ยว และค่าแรง ทั้งค่าใช้จ่ายในครอบครัว เพิ่มขึ้นจากวันละ 2 – 300 ราย เป็น 7 – 800 ราย ใช้เงินในการให้บริการจากปกติวันละ 2 – 3 ล้านบาท เป็นวันละ 7 – 8 ล้านบาท ที่มาใช้บริการส่วนมากเป็นเกษตรกรมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ และได้มีเกษตรกรบางส่วนไม่มีเงินมาไถ่ถอนทรัพย์สิน ก็เข้ามาติดต่อขอตัดดอกแทน เชื่อว่าหากรัฐบาลเปิดโครงการรับจำนำข้าวในยุ้งฉาง หรือโครงการสินเชื่อชะลอขายข้าว จะมีเกษตรกรนำเงินมาไถ่ถอนสิ่งของมีค่าที่นำมาฝากไว้จำนวนมาก

Source : สุรชัย พิรักษา / สวท.. บุรีรัมย์

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์