ไขปริศนา!!! ทอแสงสุริยาที่สาดส่อง ตกต้อง 15 ช่องบานประตู ปราสาทหินพนมรุ้ง

ไขปริศนา!!! ทอแสงสุริยาที่สาดส่อง ตกต้อง 15 ช่องบานประตู ปราสาทหินพนมรุ้ง

แบ่งปัน
ไขปริศนา!!! ทอแสงสุริยาที่สาดส่อง ตกต้อง 15 ช่องบานประตู ปราสาทหินพนมรุ้ง

ถ้าพูดว่า “ปราสาทพนมรุ้งเป็นหลักฐานแสดงการแกว่งของแกนโลก” ท่านจะเชื่อไม้ ……. งั้นลองตามผมมาซิครับ


บทความต่อไปนี้มีทัศนคติของผู้เขียนในบางเรื่องอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

บทความจากคุณสรรค์สนธิ บุณโยทยาน นายกสโมสรโรตารีสกลนคร ปีบริหาร 2556 – 2557 ได้เขียนทิ้งไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว

ไขปริศนาปราสาทพนมรุ้ง

เรื่องราวของปราสาทพนมรุ้งในทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีมีนักวิชาการจำนวนมากเขียนเอกสารไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านคงจะหาหนังสือหรือข้อมูลเหล่านั้นไม่ยากนัก ในที่นี้ผมจะเปิดประเด็นใหม่ในมุมมอง “วิทยาศาสตร์” ให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของท่านผู้สนใจ อนึ่งการศึกษาแบบเชื่อมโยงระหว่างดาราศาสตร์กับโบราณคดียังไม่แพร่หลายนัก

ในประเทศไทย แต่ต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ มีการศึกษาอย่างละเอียดเรียกว่า Archaeoastronomy เป็นวิชาใหม่ที่ควบรวมระหว่าง โบราณคดี (Archaeology) + ดาราศาสตร์ (Astronomy)


ตัวอย่างหนังสือผลงานวิจัย Archaeoastronomy ในต่างประเทศ

ผมเขียนหนังสือ Pocket Book เกี่ยวกับเรื่องราว Archaeoastronomy เมื่อปี 2547 ในชื่อว่า “สุริยะปฏิทินพันปี” ปราสาทภูเพ็ก สกลนคร

ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นจากหินทรายสีชมพู ตั้งอยู่บนยอดเขาพนมรุ้ง สูง 1,320 ฟุต ( 396 เมตร) จากระดับน้ำทะเล ที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ ชื่อพนมรุ้ง เป็นภาษาเขมรแปลว่า ภูเขาใหญ่ เชื่อว่าสร้างขึ้นโดยเจ้านายขอมในท้องถิ่นชื่อ นเรนทราทิตย์ ในราวคริสตศตวรรษที่ 12 ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่อาณาจักรขอมกำลังรุ่งเรืองอย่างมากตรงกับสมัยพระเจ้าสุริยะวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656 – 1693) ผู้สร้างปราสาทนครวัด ปราสาทแห่งนี้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวไทยเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงกับช่องประตู 15 ช่อง และส่องลำแสงเข้าไปตามทางยาว 75 เมตร กระทบกับศิวะลึงค์ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางทำให้ดูเรือง อร่าม อย่างน่าเกรงขาม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงถือเอาเรื่องนี้เป็นจุดขายที่สำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวโดยจัดงานเดิน ขึ้นเขาพนมรุ้ง ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 ( เมษายน) ของทุกปี

แต่ในความเป็นจริงทางวิชาดาราศาสตร์ ปรากฏการณ์ที่ดวงอาทิตย์ส่องแสงลอดประตู 15 ช่อง กับวัน ขึ้น 15 ค่ำ เป็นหนังคนละม้วนกัน เพราะดวงอาทิตย์เป็นปฏิทินสุริยะคติ ส่วนดวงจันทร์เป็นปฏิทินจันทรคติ นานๆจะโคจรมาตรงกันสักครั้ง เช่น วันที่ 4 เมษายน 2547 แสงอาทิตย์ยามเช้าลอดประตู 15 ช่อง และตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ หากต้องการจะเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ก็ต้องรอให้ถึงวันที่ 4 เมษายน 2558

จากการที่ได้ศึกษาข้อมูลทางดาราศาสตร์ที่เกี่ยวข้องปราสาทขอมจำนวนมากทั้งในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา พบว่าส่วนใหญ่มีการวางแปลนให้ตัวปราสาทหันหน้าไปทางตำแหน่งทิศตะวันออกแท้ กับหันหน้าเบี่ยงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อย ปราสาทพนมรุ้งอยู่ในข่ายหันหน้าเบี่ยงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยมุมกวาดประมาณ 84.5 – 85 องศา จากทิศเหนือ (Azimuth 84.5 – 85) หรืออีกนัยหนึ่ง เบี่ยงออกจากทิศตะวันออกแท้ไปทางทิศเหนือ 5 องศา จึงทำให้ดวงอาทิตย์ขึ้น และตก ตรงกับประตูทั้ง 15 ช่อง รวม 4 ครั้ง ต่อปี ได้แก่ ตอนเช้า 2 ครั้ง คือ วันที่ 4 เมษายน และ 9 กันยายน ส่วนตอนเย็น 2 ครั้ง คือ วันที่ 7 มีนาคม และ 6 ตุลาคม ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่ผู้ออกแบบคำนวณผิด แต่เป็นความตั้งใจให้ปราสาทพนมรุ้งหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์ใน “ ราศีเมษ ” (Zodiac Aries) เพราะเป็นราศีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาฮินดู เรียกชื่อตามภาษาสันสกฤตว่า “ มหาสังกรานติ ” เป็นที่มาของวัน “ มหาสงกรานต์ ” ของชาวไทย ซึ่งตามหลักโหราศาสตร์อธิบายชัดเจนว่าเป็นวันที่ดวงอาทิตย์เคลื่อนออกจาก “ ราศีมีน ” (Zodiac Pisces) เข้าสู่ “ ราศีเมษ ”

ทำไมปราสาทพนมรุ้งจึงมีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ส่องลอดประตู 15 ช่อง ในวันที่ 4 เมษายน ซึ่งไม่ใช่วัน “วสันตวิษุวัต” (21 มีนาคม) เหมือนกับปราสาทขอมจำนวนมากที่เมืองหลวง “นครอังกอร์” และปราสาทขอมบางแห่งในประเทศไทย เช่น ปราสาทภูเพ็ก ที่จังหวัดสกลนคร และปราสาทสะด๊อกก๊อกธม ที่สระแก้ว

ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ (ภาพซ้ายมือ) มีปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ลอดประตู 15 ช่อง เช้าวันที่ 4 เมษายน แต่ปราสาทภูเพ็ก (ภาพขวามือ) จังหวัดสกลนคร มีปรากฏการณ์ “วสันตวิษุวัต” (vernal equinox) ดวงอาทิตย์ขึ้นตรงกลางประตู เช้าวันที่ 21 มีนาคม และ “ศารทวิษุวัต” (autumnal equinox) 23 กันยายน

ตามหลักวิชาดาราศาสตร์มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “การเคลื่อนที่ถดถอยของวิษุวัต” (Precession of vernal equinox) เนื่องมาจากการแกว่งของแกนโลก (Earth’s shift) เป็นผลให้วันวิษุวัต (vernal equinox) กับราศีเมษ (zodiac Aries) แยกตัวออกจากกัน แต่เมื่อครั้งอดีตระหว่าง 2220 BC – 60 BC “ราศีเมษ” กับ “วสันตวิษุวัต” อยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ดังนั้นเมื่อมาถึงยุคขอมเรืองอำนาจและเข้ามามีอิทธิพลในภาคอีสานราวๆ 1100 AD ราศีเมษ ได้แยกตัวออกไปอยู่ที่มุมกวาด 84.5 – 85 องศา (Azimuth 84.5 – 85) ปรากฏการณ์เช่นนี้ทำให้ “ท่านพราหมณ์” ในราชสำนักอาณาจักรขอม จำเป็นต้องตัดสินใจเลือกระหว่าง “ราศีเมษ” กับ “วสันตวิษุวัต” เราๆท่านๆอาจใช้คำพูดว่ารักพี่ก็เสียดายน้อง แต่ก็จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ยังผลให้ปราสาทขอมส่วนใหญ่ในเมืองหลวงนครอังกอร์เลือกเอา “วสันตวิษุวัต” ส่วนปราสาทขอมในประเทศไทยส่วนใหญ่เลือกเอา “ราศีเมษ”

จากการเก็บตัวอย่างปราสาทขอมจำนวน 85 แห่ง ในประเทศไทยและกัมพูชา พบว่าปราสาทส่วนใหญ่ในประเทศไทย (41%) หันหน้าเข้าหา “ราศีเมษ” (Aries) และ 35% หันหน้าเข้าหา “วสันตวิษุวัต” (Equinox) และอีก 24% หันหน้าเข้าหานครหลวงอังกอร์ (Royal Angkor) แต่ปราสาทส่วนใหญ่ที่นครหลวงอังกอร์ 78% หันหน้า Equinox เพียงส่วนน้อย 11% หันหน้าเข้าหา “ราศีเมษ” อย่างไรก็ตามในภาพรวมทั้งสองประเทศปราสาทส่วนใหญ่ยังคงยึดหลักหันหน้าเข้าหา Equinox

ตัวอย่างโบราณสถานที่เมืองเก่าสุโขทัยซึ่งสร้างขึ้นตามความเชื่อที่รับมรดกมาจากอาณาจักรขอม มีทั้งหันหน้าเข้าหา “ราศีเมษ”
(Aries) และหันหน้าเข้าหา “วสัตวิษุวัต” (Equinox) เช่น วัดมหาธาตุหันหน้าเข้าหา Aries วัดพระพายหลวงหันหน้าเข้าหา Equinox ขณะที่วัดศรีสวายหันหน้าไปทางนครหลวงอังกอร์

ไดอะแกรมแสดงการเคลื่อนที่ถดถอยของวสัตวิษุวัต แสดงให้เห็นว่า Zodiac Aries กับ vernal equinox อยู่ตรงกันในช่วง 2220 BC – 60 BC แต่ปัจจุบัน vernal equinox เปลี่ยนมาตรงกับ Zodiac Pisces ระหว่างช่วง 60 BC – 2100 AD

ในช่วงเวลาที่สร้าง “ปราสาทพนมรุ้ง” วสันตวิษุวัต อยู่ในราศีมีน (Zodiac Pisces) สัญลักษณ์เป็นรูปปลาคู่ ไม่ถูกสะเป็กของท่านพราหมณ์ผู้ออกแบบปราสาทหลังนี้ เพราะท่านพราหมณ์ตัดสินใจเลือก “ราศีเมษ” เป็นเป้าสำคัญมากกว่าปรากฏการณ์ “วสันตวิษุวัต”

ท่านพราหมณ์ผู้ออกแบบก่อสร้างปราสาทพนมรุ้งเลือกที่จะหันหน้าเข้าหา “ราศีเมษ” จึงต้องออกแบบให้ปราสาทหลังนี้ทำมุมกวาดจากทิศเหนือ 84.5 – 85 องศา (Azimuth 84.5) อย่างไรก็ตามถ้าอาณาจักรขอมฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่ในยุคปัจจุบัน ท่านพราหมณ์คงต้องเปลี่ยนให้ปราสาทพนมรุ้งหันหน้าไปที่ “ราศีเมษ” ณ ตำแหน่งมุมกวาด 78 องศา (Azimuth 78) แต่ถ้าท่านพราหมณ์อยากจะให้ปราสาทของท่านตรงกับ “ราศีเมษ และวสันตวิษุวัต” ก็ต้องรอไปอีก “สองหมื่นกว่าปี”

ในทางดาราศาสตร์เมื่อราวพันกว่าปีที่แล้ว ดวงอาทิตย์ในราศีเมษอยู่ที่ตำแหน่ง มุมกวาด 84.5 – 85 องศา จากทิศเหนือ แต่ปัจจุบันตำแหน่งดวงอาทิตย์ในราศีเมษเปลี่ยนไปเป็นแถวๆ มุมกวาด 78 องศา เนื่องจากสาเหตุการแกว่งของแกนโลกทำให้ตำแหน่งจักรราศีเปลี่ยนไปในลักษณะเคลื่อนที่ถอยหลัง ภาษาดาราศาสตร์เรียกว่า ” การเคลื่อนที่ถดถอยของจักรราศี ” (Precession of vernal equinox) ดังนั้น ถ้าจะสร้างปราสาทพนมรุ้งขึ้นใหม่ในปัจจุบัน และยังคงต้องการให้หันหน้าเข้า หาดวงอาทิตย์ในราศีเมษเหมือนเดิม ต้องวางผังแปลนให้หันหน้าเบี่ยงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้น โดยอยู่ที่มุมกวาดแถวๆ 78 องศา จากทิศเหนือ (Azimuth 78) แต่ถ้ายังคงยืนยันจะให้หันหน้าด้วยมุมกวาด 84.5 – 85 องศา เหมือนของเดิมในยุคขอมเรืองอำนาจ ท่านจะต้องรออีกประมาณ 25 ,000 ปี ให้แกนของโลกหมุนกลับมาที่เดิม เรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นกับสิ่งก่อสร้างของชาวอียิปส์มาแล้ว ทำให้กษัตริย์องค์ใหม่ในยุคพันกว่าปีต่อมาจำเป็นต้องเปลี่ยนแบบแปลนวิหารเสียใหม่ เพื่อให้ตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ในวันสำคัญทางศาสนา

ดังนั้น ท่านที่ไปชมปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ขึ้น หรือดวงอาทิตย์ตก ผ่านช่องประตู 15 ช่องที่ปราสาทพนมรุ้ง ก็ให้นึกถึงความเชื่อมโยงระหว่างความเชื่อทางศาสนา ที่เอาข้อมูลทางดาราศาสตร์มาเป็นตัวกำหนดวันศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ทราบว่าบรรพชนเหล่านั้นจะรู้หรือไม่ อีกพันปีข้างหน้าพวกเขาต้องฟื้นขึ้นมาใหม่เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งปราสาทให้ตรงกับราศีเมษ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้สร้างความอึดอัดใจระหว่างนักดาราศาสตร์กับนักโหราศาสตร์ เพราะฝ่ายแรกรู้ดีว่าจักรราศีเปลี่ยนไปทุกๆ 2 , 160 ปี ต่อ 1 ราศี และจะหมุนกลับมาครบรอบ 12 ราศี ใช้เวลา เกือบ 26,000 ปี ทำให้ราศีเมษ ไม่ได้ตรงกับวันวสันตวิษุวัต (Vernal equinox) หรือวันที่ 21 มีนาคม อีกต่อไปแล้ว แต่ปัจจุบันวันวสันตวิษุวัต อยู่ระหว่างช่วงต่อของ “ ราศีมีน ” กับ “ ราศีคนแบกหม้อน้ำ ” จึงมีการแต่งเพลง Aquarius ขึ้นมาร้องกันทั่วประเทศอเมริกา แต่ทางฝ่ายท่านโหราจารย์ฝรั่งยังยึดตำราเล่มเดิมเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว ถือว่าจุดเริ่มต้นของราศีเมษ (First point of Aries) ยังคงเป็นวันที่ 21 มีนาคม ส่วนท่านโหราจารย์ไทยค่อยยังชั่วหน่อย ได้ปรับราศีเมษมาอยู่ที่ 15 เมษายน แล้ว อย่างไรก็ตามเพื่อความสมานฉันท์ทั้งสองฝ่ายจึงถือคติ “ ทางใครทางมัน ”

ภาพดวงอาทิตย์ขึ้นลอดช่องประตูปราสาทพนมรุ้ง

แสดงการแกว่งของแกนโลก ทำให้จักรราศีเคลื่อนที่ถอยหลัง (Precession of vernal equinox) กินเวลานานร่วม 26,000 ปี ต่อ 1 รอบ เหตุการณ์นี้จะทำให้ดาวเหนือของเราเปลี่ยนดวงไปเช่นกัน

มุมหันหน้าของปราสาทพนมรุ้งเมื่อตอนที่ก่อสร้างในยุคขอมเรืองอำนาจเมื่อพันปีที่แล้ว อยู่ที่ 85 องศา เพื่อให้ตรงกับราศีเมษ (Aries) แต่ถ้าจะสร้างใหม่ให้ตรงกับราศีเมษในปัจจุบันจำเป็นต้องเปลี่ยนมุมใหม่ไปที่ 78 องศา ด้วยเหตุผลทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่า “แกนโลกแกว่ง” (Precession of vernal equinox)

ผมไปชมปราสาทพนมรุ้งหลายครั้งเพื่อเก็บข้อมูลทางดาราศาสตร์

หลายปีที่แล้วก็ไปทั้งครอบครัวภรรยาและลูกสาวสองคน

นี่คือประตูหน้าสุดด้านทิศตะวันออก

พื้นประตูด้านทิศตะวันออกมีเส้น center-line ผมจึงใช้เข็มทิศวางทาบเพื่อตรวจสอบตำแหน่งทางดาราศาสตร์

สมัยนั้น 9 November 2004 ผมยังไม่มี GPS I-Phone จึงต้องใช้เข็มทิศแม่เหล็กไปพลางก่อน แต่ก็พอมองเห็นได้ชัดเจนว่าปราสาทหลังนี้หันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือด้วยมุมกวาด (Azimuth) ราวๆ 85 องศา

วันที่ 4 Nov 2004 ผมเดินทางกลับมาจากเมือง Siem Reap Cambodia ก็เลยแวะที่ปราสาทพนมรุ้ง

ทิวทัศน์อันสวยงามด้านล่างของปราสาทพนมรุ้ง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2559 ผมกลับไปที่ปราสาทพนมรุ้งอีกครั้งหนึ่ง และใช้ GPS จับทิศของตัวปราสาทก็ได้ตัวเลข “มุมกวาด 85 องศา” (Azimuth 85)

สรุป

หลายท่านถามผมว่าทำไมปราสาทหลังนี้ไม่หันหน้าไปที่ตำแหน่ง “วิษุวัต” (Equinox azimuth 90) เหมือนกับปราสาทขอมจำนวนมากที่เมืองหลวง (Angkor ปัจจุบันชื่อเมือง Siem Reap) แต่กลับหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเล็กน้อยที่มุมกวาด Azimuth 84.5 – 85 เป็นคำถามที่น่าสนใจครับ คำตอบในทัศนะส่วนตัวของผมคือ

1.ผู้สร้างต้องการที่จะหันหน้าเข้าหาตำแหน่งดวงอาทิตย์ใน “ราศีเมษ” ซึ่งเป็นสะเป็กหรือทางเลือกแห่งความเชื่ออีกอย่างหนึ่งของท่านพราหมณ์ (ปุโรหิตา) ในราชสำนัก ทำนองเดียวกันกับปราสาทขอมอีกจำนวนหนึ่งได้แก่ ปราสาทพนมวัน ปราสาทบันเตยกะได และปราสาทเมืองต่ำ

2.จากปรากฏการณ์เคลื่อนที่ถดถอยของจักราศี (Precession of vernal equinox) เนื่องจาก “แกนโลกแกว่ง” (Earth’s pole shifted) ทำให้ตำแหน่งดวงอาทิตย์ในวัน “วสันตวิษุวัต” (vernal equinox) ย้ายถอยหลังไปอยู่ใน “ราศีมีน” แทนที่จะเป็น “ราศีเมษ” เหมือนเมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว เรื่องนี้ได้สร้างความกะอักกระอ่วนใจระหว่างความเชื่อในราศีเมษ กับ วันวิษุวัต ทำให้ท่านพราหมณ์จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

3.นักดาราศาสตร์กับนักโหราศาสตร์รู้เรื่องการแกว่งของแกนโลกเป็นอย่างดีครับ แต่ก็ไม่ทะเลาะกันเพราะเข้าตำรา “ทางใคร ทางมัน” ดังนั้นราศีเมษของฝรั่งจึงยังคงอยู่ที่ equinox วันที่ 21 March แต่ราศีเมษของไทย อินเดียตอนใต้ และบังกลาเทศ จึงย้ายไปอยู่วันที่15 April เราๆท่านๆก็เลือกเอาก็แล้วกันครับ แต่ถ้าพระเดชพระคุณท่านต้องการให้ “ราศีเมษ” กลับมาตรงกับตำแหน่งดวงอาทิตย์ในปรากฏการณ์ “วสัตวิษุวัต” ท่านก็ต้องรออีกราวๆ “สองหมื่นกว่าปี” ครับผม

4.จากข้อมูลที่ผมสำรวจตัวอย่างปราสาทขอม 85 แห่ง ในประเทศไทยและประเทศกัมพูชา พบว่า 78% ของปราสาทในกัมพูชาหันหน้าเข้าหา equinox ที่มุมกวาด 90 องศา (azimuth 90) และหันหน้าเข้า “ราศีเมษ” (Aries) 11% แต่ปราสาทในประเทศไทยหันหน้าเข้าหา equinox เพียง 35% และหันหน้าเข้าหา Aries มากถึง 41% ก็แสดงว่าปราสาทขอมในประเทศไทยนิยมสร้างให้ตรงกับ Aries มากกว่า equinox ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ? ผมกำลังพยายามหาเหตุผลมาอธิบาย …….. แต่เท่าที่พอจะนึกได้อาจจะเป็นเพราะพวกเขาออกไปตั้งถิ่นฐานอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงนครอังกอร์ ทำให้ความคิดความอ่านเปลี่ยนไปเฉกเช่นศาสนาต่างๆที่มีการตั้งนิกายใหม่ๆ เป็นไปได้ว่าเจ้านายขอมที่อยู่ห่างไกลเมืองหลวงให้ราคา “ราศีเมษ” หรือ Aries มากกว่า equinox

ดวงอาทิตย์ขึ้นที่ปราสาทพนมรุ้ง 4 เมษายน ยุคปัจจุบัน ตรงกับราศีมีน (Pisces) ไม่ใช่ราศีเมษ (Aries) เพราะแกนโลกเปลี่ยนไปตามหลักการทางดาราศาสตร์ที่เรียกว่า Precession of vernal equinox

ถ้าจะให้ปราสาทพนมรุ้งในยุคปัจจุบันตรงกับราศีเมษ (Aries) ก็ต้องสร้างใหม่ให้หันหน้าไปที่มุมกวาด 78 องศา (Azimuth 78)

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์