สมาคมชาวสวนยางบุรีรัมย์แนะเกษตรกรอย่าบังคับกรีดยางขายช่วงราคาพุ่ง

สมาคมชาวสวนยางบุรีรัมย์แนะเกษตรกรอย่าบังคับกรีดยางขายช่วงราคาพุ่ง

แบ่งปัน

สมาคมชาวสวนยางบุรีรัมย์แนะเกษตรกรอย่าบังคับกรีดยางขายช่วงราคาพุ่งจนหน้ายางตายต้นเสื่อมสภาพ

รองนายกสมาคมชาวสวนยางบุรีรัมย์ แนะเกษตรกรอย่างเร่งบังคับกรีดยางขาย หลังราคาพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 84 บาท เพราะจะทำให้หน้ายางตายและต้นเสื่อมสภาพอายุการกรีดสั้นลง แต่ควรดูแลบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์เพื่อให้ได้น้ำยางมากขึ้น เผยราคายางพุ่งในรอบ 3 ปีส่งผลดีเกษตรกรมีรายได้เพิ่ม
(16 ม.ค.60) หลังจากราคายางพาราพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดราคายางแผ่นดิบที่จังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ที่กิโลกรัมละ 84 บาท ยางก้อนถ้วยกิโลกรัมละ 41 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในรอบ 3 ปีจากก่อนหน้านี้ยางแผ่นดิบเคยมีราคาต่ำสุดเหลือเพียงกิโลกรัมละ 33 บาทเท่านั้น ทำให้ช่วงนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่ต่างเร่งกรีดยางเพื่อแปรรูปยางแผ่นดิบ และยางก้อนถ้วยขายจำนวนมากเพราะเป็นราคาที่จูงใจ ทางสมาคมชาวสวนยางจ.บุรีรัมย์ จึงได้แนะนำให้เกษตรกรอย่าบังคับกรีดยางเพื่อเร่งขาย ควรจะให้ต้นยางได้พักหน้ายางเพื่อฟื้นฟู เพราะหากเร่งกรีดมากจนเกินไปจะทำให้หน้ายางตาย ต้นเสื่อมสภาพ และจะส่งผลต่ออายุการกรีดยางลดลงด้วย แต่เกษตรกรควรจะหันมาดูแลบำรุงรักษาต้นยางให้สมบูรณ์แข็งแรงเพื่อให้ได้น้ำยางมากขึ้น ซึ่งจากข้อมูลพบว่า จังหวัดบุรีรัมย์ มีพื้นที่ปลูกยางพารากว่า 270,000 ไร่ เปิดกรีดแล้วประมาณ 210,000 ไร่ ผลผลิตน้ำยางกว่า 60,000 ตัน คาดจะนำรายได้เข้าจังหวัดกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่าน
นายอุทิ วัฒนกุล รองนายกสมาคมชาวสวนยางจ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า จากราคายางพาราที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ส่งผลดีกับชาวสวนยางมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยหากเป็นยางแผ่นดิบจะมีรายได้เฉลี่ยตันละ 84,000 บาท จากช่วงที่ราคายางต่ำอยู่ที่กิโลกรัมละ 33 บาท จะขายยางได้เพียงตันละประมาณ 30,000 กว่าบาทเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้ช่วงนี้ราคายางจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 84 บาท ก็อยากฝากให้เกษตรกรอย่าเร่งบังคับกรีดยางมาก เพราะจะส่งผลกระทบในระยะยาวทำให้หน้ายางตายต้นยางเสื่อมสภาพได้ แต่เกษตรกรควรจะหันมาดูแลบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์แข็งแรงมากกว่า ทั้งนี้ยังฝากถึงรัฐบาลให้พยุงราคายางพาราไม่ให้ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 80 บาทเกษตรกรจึงสามารถลืมตาอ้าปากได้

สุรชัย พิรักษา / สวท.บุรีรัมย์

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์