เสรี ศรีหะไตร จุดพลุ 9 ดี สร้างสุข “บุรีรัมย์” ชูเศรษฐกิจ 2 ขา โตคู่สปอร์ตซิตี้

เสรี ศรีหะไตร จุดพลุ 9 ดี สร้างสุข “บุรีรัมย์” ชูเศรษฐกิจ 2 ขา โตคู่สปอร์ตซิตี้

แบ่งปัน
buriramworld

บุรีรัมย์เป็นเดสติเนชั่นใหม่ที่คนไทยและต่างชาติอยากมาเยือน เพราะมีชื่อเสียงในฐานะเมืองกีฬา หรือมอเตอร์สปอร์ตระดับโลก ซึ่งนับว่าเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้เมืองแห่งนี้เติบโตพลิกโฉมในเวลาอันรวดเร็ว “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “เสรี ศรีหะไตร” ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ถึงแนวทางการวางรากฐานเตรียมพร้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคมให้กับชาวบุรีรัมย์ และต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลั่งไหลเข้ามาเพิ่มขึ้นเท่าตัว

ผู้ว่าฯ เสรีบอกว่า ตอนนี้ใคร ๆ ก็อยากมาเที่ยวบุรีรัมย์ ดังนั้นชาวบุรีรัมย์จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและต้องพึ่งตนเองได้ ซึ่งเมืองนี้เติบโตค่อนข้างเร็ว ตนจึงมีสไตล์การบริหารแบบแหกคอกไม่เหมือนใคร ภายใต้โมเดล “B-CM Model” ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารเมืองที่เกิดจากการร่วมคิดร่วมทำมาจากระดับหมู่บ้าน/ชุมชน เป็นการวางแผนจากฐานรากอย่างแท้จริง เพราะทุกอย่างต้องเริ่มต้นที่ฐานทั้งสิ้น การพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์จึงต้องทำทั้งเศรษฐกิจกระแสหลักและฐานรากให้เข้มแข็ง

จุดเริ่มต้นก็คือ การสร้างความเข้มแข็งให้เกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน/ชุมชนเมืองผ่านโมเดลการพัฒนาจังหวัดบุรีรัมย์รายกรณี หรือบี-ซีเอ็ม โมเดล (Burriram Case Management Model B-CM Model) จนเกิดเป็น “ธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี” คือ เป็นคนดี, มีปัญญา, รายได้สมดุล, สุขภาพแข็งแรง, สิ่งแวดล้อมสมบูรณ์ สังคมอบอุ่น, หลุดพ้นอาชญากรรม, จัดตั้งกองทุนพึ่งพาตนเอง และดีที่ 9 คือ การสร้างความเข้มแข็งคณะกรรมการหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง

ถือเป็นคัมภีร์สร้างอนาคตที่ดีให้ลูกหลาน อีกทั้งเป็นเครื่องมือและแนวทางสร้างสันติสุขความเจริญอย่างมั่นคง ยั่งยืนในทุกหมู่บ้าน และชุมชนเมือง

“ทำอย่างไรจะทำให้ฐานรากเข้มแข็ง เรื่องนี้สำคัญที่สุด เมื่อเกิดอะไรขึ้นหากฐานไม่แน่น ก็เหมือนโดนพายุ โคลงเคลง ซึ่งคำตอบหรือเป้าหมายที่ทุกคนต้องการคือ สันติสุข ประเทศไทยต้องการสันติสุข หน้าที่ผมคือ ปูฐานสังคมให้แน่น”

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ อธิบายว่า คีย์ซักเซสไปสู่สันติสุขคือ กฎหมู่บ้าน ซึ่งเกิดจากการระดมสมองร่วมกัน สิ่งที่ได้มาทั้งหมดคือ ธรรมนูญหมู่บ้านสันติสุข 9 ดี ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นจารีตประเพณี ที่ทุกคนต้องประพฤติปฏิบัติตาม ภายใต้การนำของคณะกรรมการหมู่บ้าน (กม.) และคณะกรรมการชุมชนเมือง (กชช.) เป็นกลไกขับเคลื่อนสร้างบุรีรัมย์สันติสุข

ฉะนั้นดีที่ 1 คือ เป็นคนดี ซึ่งเป็นเหมือนกระดุมเม็ดแรก เน้นการกลัวบาป วิธีทำคือ เอาความศักดิ์สิทธิ์มาเป็นตัวช่วย

การประชุมจะต้องปฏิญาณสาบาน 12 ข้อก่อนทุกครั้ง ฉะนั้นไม่ว่ารัฐบาล คสช. หรือใครก็ตามสั่งอะไรมา ต้องไปสตาร์ตนับหนึ่งและเห็นชอบร่วมกันที่หมู่บ้าน

สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็จะอยู่ในดีที่ 3 (รายได้สมดุล) ต้องยึด 2 ขา คือ เศรษฐกิจพื้นฐานให้เน้นไปที่พืชอาหาร ขายไม่ได้แต่ก็ไม่อดตาย เพราะมีข้าวกิน เสมือนมีตู้เย็นข้างบ้าน เอทีเอ็มข้างกาย แต่ต้องปลูก 2 อย่างทั้งเพื่อกินกับเพื่อขาย เช่น ต้องทำข้าวออร์แกนิก เป็นต้น

ตอนนี้กำลังขับเคลื่อนทำนาแปลงใหญ่คู่กับธรรมนูญ 9 ดีที่อำเภอกะสัง ปลูกในเชิงอุตสาหกรรมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 5 พันไร่ ซึ่งปลูกเพื่อขายเมล็ดพันธุ์ด้วย คำถามก็คือนอกจากปลูกข้าวแล้วจะทำอะไรต่อ ดังนั้นต้องมีรายได้เสริมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นผ้าไหม หรือโอท็อปต้องพัฒนาให้ต่อเนื่อง รวมทั้งต้องพึ่งพาตนเองก่อน ซึ่งก็คือ ดีที่ 8 การจัดตั้งกองทุนพึ่งพาตนเอง ต้องหางบฯกันเอง เช่น การรับมือภัยแล้ง

ตอนนี้ก็มีชาวบ้านทอดผ้าป่า ลงขันกันซื้อน้ำมัน เพื่อใช้สูบน้ำจากลำน้ำมาเก็บกักไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง

ขณะเดียวกันยังได้เสนอให้จดทะเบียน “ข้าวภูอัคนีบุรีรัมย์” เป็นข้าวจีไอ (GI) หรือข้าวที่ได้รับการจดทะเบียนเป็นสินค้า
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพราะเป็นข้าวหอมมะลิที่ปลูกจากดินภูเขาไฟมีสารอาหารครบถ้วน บุรีรัมย์เป็นแหล่งภูเขาไฟใหญ่สุดของประเทศไทย

นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องความปลอดภัย เพราะบุรีรัมย์เป็นเมืองกีฬา เป็นเดสติเนชั่น มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ ก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเช่นเดียวกับ ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ความปลอดภัยสูงมาก ส่วนภาคการค้าและท่องเที่ยว ตอนนี้อยู่ระหว่างการผลักดันให้เปิดด่านถาวรช่องสายตะกู และยกระดับเป็นสนามบินนานาชาติด้วย

ผู้ว่าฯ บุรีรัมย์ บอกว่า โมเดลนี้เริ่มใช้เต็มรูปแบบที่นี่เป็นแห่งแรก ซึ่งครบ 1 ปีไปเมื่อวันที่ 1 พ.ย. 2558 ถ้าทำครบ 9 ดี 99 ข้อ สันติสุขเกิดแน่นอน ซึ่งมีความแตกต่างจากนโยบายเดิม ๆ คือการเอาจริง

“สิ่งที่ค่อยๆหายไป เช่น งานศพ งานวัด หรืองานในบ้านคน จะไม่มีกินเหล้า เล่นการพนัน ไม่มีการทะเลาะวิวาท คดีต่าง ๆ แทบจะไม่เกิดขึ้นเลย คดีอาชญากรรมลดลง เด็กแว้น/มอเตอร์ไซค์ซิ่งไม่มี หรือเงินโครงการตำบลละ 5 ล้านก็จบที่หมู่บ้านให้ทำแหล่งน้ำเพื่อแก้ภัยแล้ง และได้ส่งโครงการให้สำนักงบประมาณครบแล้ว ส่วนโครงการตำบลละ 1 ล้านของกระทรวงเกษตรฯ ก็ผ่านกรรมการหมู่บ้าน ประเมินความโปร่งใสได้สูงถึง 98%”

พ่อเมืองบุรีรัมย์ทิ้งท้ายว่า การพัฒนาต้องทำครบทั้ง 9 ดี หลายหมู่บ้านพึ่งพาตนเองอยู่รอดได้แม้จะเกิดอะไรในประเทศ ตอนนี้วัดปรอทความสุขสูงมาก และในวันที่ 6 เมษายน 2559 จะครบรอบ 240 ปีที่รัชกาลที่ 1 ทรงสร้างเมืองแปะ (ชื่อเดิมเมืองบุรีรัมย์) เป็นวันที่จะประกาศว่า…บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งคุณธรรมสันติสุข ที่น่าอยู่ที่สุดในโลก

bcm-vinyl

chang9d

9D1

 

ข่าวโดย… ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์