ยูจุนซู 2 นัดที่ผ่านมากับเวลาทดเจ็บ!!! คุณค่าของ 1 ประตูที่ได้มาในช่วง “ทดเวลาบาดเจ็บ”


หลายคนคงจะเคยสังสัยกันใช่ไหมว่า 1 นาที 3 นาที ที่ได้มาตอนทดเวลาเจ็บนั้นมีหลักการคำนวณยังไง วันนี้ BURIRAM WORLD : มหานครอีสานใต้ เซราะกราวออนไลน์ 24 ชม. จะพาไปดูวิธีการสังเกตการทดเวลากันครับ รวมถึง คุณค่าของ 1 ประตูที่ได้มาในช่วง “ทดเวลาบาดเจ็บ” ของฮีโร่คนล่าสุดหนุ่มยู จุนซู แข้งชาวเกาหลีใต้ของบุรีรัมย์ยูไนเต็ด ที่ช่วงนี้แลดูจะถูกโฉลกกับการทดเวลาเจ็บเอาซะเหลือเกิน

บทความต่อไปนี้เป็นบทวิเคราะห์ของ Facebook fanpage “วิเคราะห์บอลจริงจัง” มีใจความดังนี้

สงสัยมั้ยครับ ว่าการทดเวลาบาดเจ็บ เขาใช้เกณฑ์อะไรมาคำนวณ ว่าจะทดกี่นาที

ทำไมบางเกมเหมือนจะไม่มีอะไรเลย ไม่มีบาดเจ็บเลยสักครั้ง แต่กรรมการทด 4 นาทีบ้าง 5 นาทีบ้าง

คือมันแล้วแต่อารมณ์ของผู้ตัดสินหรอ หรือยังไง?

ย้อนกลับไปในเกม ลิเวอร์พูล ชนะแมนฯซิตี้ 4-3 เมื่อวันอาทิตย์ ผู้ตัดสินที่ 4 ไมค์ ดีน ชูป้ายทดเวลา ถึง 4 นาที ทั้งๆที่ไม่มีใครบาดเจ็บสักครั้ง

ในโพสต์ล่าสุดของเพจเรา คุณ Yodmud Boontid สมาชิกเพจ สงสัยว่า เฮ้ย เกมมันก็ไม่ได้หยุดอะไรมากมาย มันจะทดเจ็บอะไรเยอะขนาดนี้

คือในโพสต์นั้น ผมไปตอบแล้วนะครับ แต่ก็คิดว่า มันมีมุมที่น่าสนใจดี เลยขออนุญาต แยกมาเล่าให้ฟังอีกรอบนะครับ คราวนี้จะละเอียดยิ่งขึ้นกว่าเดิมนิดนึง

————————————–

จุดกำเนิดของการทดเวลาบาดเจ็บมีการถกเถียงกันว่าครั้งแรก เริ่มต้นตอนไหน แต่ทฤษฎีที่น่าเชื่อที่สุด คือในปี 1891 (127 ปีที่แล้ว) ในเกมการแข่งของ แอสตัน วิลล่า กับ สโต๊ค ซิตี้

ในอดีตเกมฟุตบอลแข่งครึ่งละ 45 นาที พอถึง 45 นาทีปั๊บ กรรมการต้องเป่าจบเกมทันที เหมือนบาสเกตบอลน่ะครับ หมดเวลาปั๊บจบปุ๊บ

มันเลยมีพวกนักเตะหัวหมอ เวลาสกอร์นำอยู่ ก็เตะบอลเปรี้ยงลอยออกไปนอกสนาม ไปถึงถนนใหญ่มันซะเลย เพราะทำให้คนต้องวิ่งไปเก็บบอลอย่างไกล ซึ่งก็จะดึงเวลาได้หลายนาที

แล้วสนามฟุตบอลสมัย 100 ปีก่อน ไม่ได้เป็นสเตเดี้ยมเหมือนปัจจุบัน เป็นแค่สแตนด์เล็กๆเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเตะออกนอกสนาม มันทำได้ง่ายมาก

เกมในปี 1891 นัดนั้น วิลล่า นำสโต๊คอยู่ 1-0 ช่วงท้ายเกม นักเตะวิลล่า ก็เตะตูมออกไปนอกสนามเลย นาฬิกาก็เดินไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้แฟนบอลสโต๊ค โมโหกับการกระทำของนักเตะวิลล่า

ดังนั้น ก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย กรรมการจึงตัดสินใจ เพิ่มเวลาการแข่ง ให้เท่ากับเวลาที่บอลลอยออกไปนอกสนามที่ต้องเสียเวลาไปวิ่งเก็บ ซึ่งว่ากันว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการทดเวลา

กลับมาที่คำถามของเรา ว่า กรรมการแต่ละคน เขารู้ได้อย่างไร ว่าแต่ละเกมต้องทดกี่นาที มันมีหลักการอะไรไหม หรือใครจะให้เท่าไหร่ก็ได้ตามใจ

คำตอบคือ ในอดีตอาจจะอยู่ที่ดุลยพินิจของผู้ตัดสินจริง

แต่ปัจจุบัน “มี” กฎเกณฑ์ระบุไว้อยู่ครับ

เมื่อก่อน ในฟุตบอลอังกฤษ เขาจะใช้คำว่า Injury Time กัน ซึ่งแปลตรงๆว่าทดเวลาบาดเจ็บ

แต่ถ้าเราลองสังเกตดู เดี๋ยวนี้ เขาไม่ใช้คำว่า Injury Time แล้วนะครับ เขาใช้คำว่า Added Time หรือแปลเป็นไทยว่า การทดเวลาพิเศษ

ที่ต้องเปลี่ยนชื่อเรียก นั่นเพราะการทดเวลา ไม่ได้มาจากอาการบาดเจ็บของนักเตะเสมอไป บางครั้งไม่ต้องมีใครเจ็บเลย ก็ทดเวลาได้

จะมีเหตุการณ์อะไรบ้าง ที่ผู้ตัดสินจะทำการทดเวลานั้น เรียบเรียงเป็นข้อง่ายๆดังนี้

1) ทด เพราะอาการบาดเจ็บ ถ้ามีนักเตะที่บาดเจ็บในสนาม ให้นับเวลาที่ทำการปฐมพยาบาล จนถึงจังหวะกลับมาเล่นใหม่อีกครั้ง

2) ทด เพราะถ่วงเวลา ผู้ตัดสินสามารถเพิ่มได้ ตามดุลยพินิจ

3) ทด เพราะเปลี่ยนตัว การเปลี่ยนตัว 1 ครั้ง กรรมการจะทด 30 วินาที

4) ทด เพราะจังหวะดีใจ การยิงประตู 1 ลูก กรรมการจะทด 30 วินาที

ในเกมที่ลิเวอร์พูล ชนะแมนฯซิตี้ ไม่มีการหยุดเกมเพราะบาดเจ็บ หรือถ่วงเวลาก็จริง

แต่ในครึ่งหลัง มีการเปลี่ยนตัว ระหว่างนาทีที่ 46-90 ถึง 3 ครั้ง (เบร์นาโด้ ซิลวา แทน สเตอร์ลิ่ง น.71 , มิลเนอร์ แทน ชาน น.79, ลัลลาน่า แทน ซาลาห์ น.88)

เท่ากับว่า กรรมการจะทด 30 วิ x 3 = 1 นาที 30 วินาที

และมีการยิงประตู ระหว่างนาทีที่ 46-90 เกิดขึ้น 4 ลูก (ฟีร์มีโน่ น.59 ,มาเน่ น.61,ซาลาห์ น.68 และ ซิลวา น.84)

กรรมการ จึงจะทด 30 วิ x 4 = 2.00 นาที

1 นาที 30 วิ + 2 นาที = 3 นาที 30 วินาที กรรมการปัดเศษขึ้น สรุปรวมความ จึงทดเวลาทั้งสิ้น 4 นาทีครับ

ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจ ที่ส่วนใหญ่ในเกมฟุตบอล ช่วงครึ่งหลัง กรรมการจะทดเจ็บมากกว่าในครึ่งแรก

เพราะการเปลี่ยนตัวนักเตะมักจะเกิดขึ้นในครึ่งหลังนี่เอง รวมกับการถ่วงเวลา บวกกับนักเตะอ่อนล้าแล้วบาดเจ็บได้ง่ายกว่าครึ่งแรกด้วย ดังนั้นส่วนใหญ่การทดเวลาในครึ่งหลังขั้นต่ำก็มักจะเป็น 3 นาที

โดยคนที่จะมาช่วยนับ เรื่องการทดเวลา ให้มันแม่นเป๊ะ คือผู้ตัดสินที่ 4 นั่นเอง

หน้าที่ของผู้ตัดสินที่ 4 ในยุคปัจจุบัน จะมีการจดอย่างละเอียดครับ ว่าระหว่าง 45 นาที มีเหตุการณ์อะไรหยุดเกมหรือไม่ คือผู้ตัดสินที่ 4 ไม่ได้มีไว้แค่คอยห้ามปราม บรรดาโค้ชๆอยู่ข้างสนามนะครับ แต่ก็ต้องช่วยผู้ตัดสินหลัก ในการนับเวลาทดเจ็บด้วย

สำหรับที่ไทย ในกฎของสมาคมกีฬาฟุตบอล ไม่ได้มีระบุไว้เหมือนที่อังกฤษ ว่า ต้องกี่วิ กี่วิ แต่ส่วนใหญ่แล้ว ก็จะคิด 30 วินาที ต่อหนึ่งการเปลี่ยนตัว หรือ ต่อหนึ่งประตูเช่นกัน

จากนี้ไป ตอนดูบอล ก่อนเกมจบ ลองคำนวณดูเล่นๆได้นะครับ ระหว่างครึ่งเปลี่ยนตัวกี่คน ระหว่างครึ่งมียิงกี่ลูก แล้วเอามาคูณ 30 วินาทีดู

เชื่อว่าทุกท่าน จะทำนายได้แม่นเป๊ะเลยล่ะ ว่าผู้ตัดสินเกมนี้จะทดกี่นาที

สำหรับการทดเวลาบาดเจ็บ แน่นอน ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้เกมสนุกขึ้น เพราะเราไม่รู้ว่ากรรมการจะเป่านกหวีดจบเกมตอนไหน ต้องระมัดระวังจนวินาทีสุดท้าย

ต้องขอขอบคุณ ฟีฟ่าที่ใส่กฎระเบียบการทดเวลาพิเศษเอาไว้อย่างเป็นทางการ เราจึงมีโมเมนต์ยอดเยี่ยมมากมายที่เกิดขึ้นในเกมฟุตบอล โดยเฉพาะจังหวะซัดประตูในเสี้ยววินาทีสุดท้าย

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไม่มีการทดเวลาล่ะก็ … แต่ละทีม อาจต้องเปิดรับสมัครตำแหน่งใหม่ “เด็กเก็บบอลนอกสเตเดี้ยม”

ป้องกันไอ้บ้าที่ไหน เตะตูมออกไปนอกสนามเพื่อถ่วงเวลา!

ขอบคุณบทความจาก “วิเคราะห์บอลจริงจัง”

ว่าแล้วเรามาดูผลงานอันโดดเด่นของยูจุนซูกันบ้างดีกว่า

1. ยู จุนซู ยิงทดเจ็บ ช่วย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ชนะ ชลบุรี 2-1 ครองจ่าฝูงไทยลีกต่อไป

ผลฟุตบอล โตโยต้า ไทยลีก 2018

วันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2561

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-1 ชลบุรี เอฟซี

สนาม : ช้างอารีนา

 

ประตู : 1-0 ดิโอโก หลุยส์ ซานโต น.18, 1-1 เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ น.54, 2-1 ยู จุนซู น.90+2

 

การแข่งขันฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2018 เกมที่ 8 เมื่อวันเสาร์ที่ 31 มีนาคม 2561 ที่ ช้างอารีนา “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านทำศึกบิ๊กแมตช์รับการมาเยือนของ “ฉลามชล” ชลบุรี เอฟซี

 

เริ่มเกมครึ่งแรก ชลบุรี เป็นฝ่ายเขี่ยบอลเล่นก่อนบุกจากขวามาซ้าย ส่วน บุรีรัมย์ บุกจากซ้ายไปขวาของสนาม

 

นาทีที่ 3 ปราสาทสายฟ้า ได้ทักทายก่อน กรกช วิริยอุดมศิริ แทงบอลไปทางซ้ายให้ สุภโชค สารชาติ ใช้ความเร็วไปเก็บบอลที่เส้นหลัง ก่อนจะเปิดเข้าเขตโทษ โดนกองหลังสกัดมาเข้าทาง จักรพันธ์ แก้วพรม วอลเลย์จังหวะเดียวออกหลังไป

 

นาทีที่ 4 ดิโอโก หลุยส์ ซานโต เก็บบอลได้ทางฝั่งขวาก่อนจะลากหลอกผู้เล่นทีมเยือนไปในแดนหน้า แล้วไหลบอลให้ จักรพันธ์ วิ่งมาชิพบอลลอยข้ามหัว ชนินทร์ แซ่เอียะ นายด่านชลบุรี ไปชนคานและเด้งออกหลังอย่างน่าเสียดาย

 

นาทีที่ 11 บุรีรัมย์ น่าจะออกนำที่สุด ดิโอโก ใช้ความขยันเก็บบอลได้ที่สุดเส้นหลังฝั่งขวา ก่อนจะจ่ายยัดเข้ากรอบ 6 หลา จักรพันธ์ วิ่งเข้าชาร์จ ทว่า คิม กยองมิน ล้มตัวบล็อกบอลไว้ได้ทัน

 

นาทีที่ 15 ชลบุรี ได้ฟรีคิกระยะอันตราย เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ วิ่งข้ามบอล ซูฟาห์มี อราฟิน วิ่งเข้าไปปั่นบอลข้ามคำแพงเหินข้ามคานออกไป

 

 

GOAL!!! นาทีที่ 18 กรกช เก็บบอลได้ทางซ้ายก่อนจ่ายให้ สุภโชค เปิดบอลเข้าไปในเขตโทษ สุเชาว์ นุชนุ่ม พยายามขึ้นโหม่งกับผู้เล่นทีมเยือนก่อนจะหันมาเจอบอลก่อนจึงจัดการยิงบอลแฉลบมาเข้าทาง ดิโอโก ล้มตัวซัดบอลพุ่งหายเข้าประตูไป ปราสาทสายฟ้า ทะยานนำ 1-0

 

นาทีที่ 29 ดิโอโก กระชากบอลหลุดไปทางขวาก่อนจะพยายามปาดบอลให้ สุเชาว์ ที่วิ่งไปหาที่วางในเขตโทษ ทว่า ชนินทร์ อ่านเกมวิ่งมาตัดบอลได้ก่อนที่บอลจะถึง สุเชาว์

 

นาทีที่ 37 เจ้าถิ่นได้เตะมุมทางซ้าย สุเชาว์ เปิดโค้งเข้าหัว ยู จุนซู โขกไปแฉลบกองหลังทีมเยือนออกหลังไปแบบฉิวเฉียด

จากนั้น บุรีรัมย์ ก็ยังเปิดเกมโหมบุกใส่ แต่ก็ยังเจาะประตูดพิ่มไม่ได้ ทำให้จบครึ่งแรก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด นำ ชลบุรี เอฟซี อยู่ที่สกอร์ 1-0

 

กลับมาเล่นครึ่งหลังได้นาทีเดียว ปราสาทสายฟ้า ก็มามีลุ้นประตู กรกช ขึ้นเกมไปจนสุดเส้นหลังก่อนจะเปิดมาที่จุดโทษ ดิโอโก เทกตัวขึ้นโหม่งคนเดียวบอลพุ่งไปตรงตัว ชนินทร์ แซ่เอียะ รับบอลไว้ได้

 

GOAL!!! นาทีที่ 54 ฉลามชล ที่เริ่มครองเกมได้ก็มาได้ประตูตามตีเสมอเป็น 1-1 เมื่อ เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ ได้บอลหน้าเขตโทษ ก่อนจะหวดด้วยเท้าซ้ายข้างถนัดบอลพุ่งผ่านมือ ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน เสียบเสาเข้าประตูไป

 

หลังจากโดนตีเสมอ ปราสาทสายฟ้า ก็กลับมาเปิดเกมบุกเข้าใส่อย่างหนัก นาทีที่ 67 จักรพันธ์ แก้วพรม ได้บอลที่กึ่งกลางสนามก่อนจะตะบันเต็มข้อบอลพุ่งจะเสียบเสา ชนินทร์ พุ่งตัวไปปัดบอลไว้ได้

 

 

นาทีที่ 75 ปราสาทสายฟ้า น่าจะขึ้นนำอีกครั้งเมื่อ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ได้กระชากบอลเข้าเขตโทษก่อนจะยิงหักไปที่เสาแรก ชนินทร์ ปัดบอลออกหลังได้ฉิวเฉียด

 

นาทีที่ 76 บุรีรัมย์ ได้เตะมุม กรกช วางมาที่เสาสอง ดิโอโก ได้โขกย้อนทางบอลจะเข้าประตูอยู่แล้ว ทว่า ซิโร อัลเวส ที่ยืนเฝ้าเส้นประตูโขกบอกพ้นอันตรายออกมาได้อย่างเหลือเชื่อ

 

นาทีที่ 85 ปราสาทสายฟ้า ได้เตะมุม ศศลักษณ์ ไหประโคน เปิดโค้งด้วยเท้าซ้าย ดิโอโก ได้ขึ้นโขกโดนไม่เต็มออกออกหลังไป

 

GOAL!!! ช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 2 จาก 5 นาที ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ได้ใช้ความเร็ววิ่งแซงกองหลังชลบุรี ไปถึงบอลก่อนจะลากเข้าเขตโทษ แล้วตัดสินใจจ่ายย้อนให้ ยู จุนซู ยิงติดกองหลัง ก่อนบอลจะเป็นใจเด้งมาหาเจ้าตัวซัดเข้าประตูไป บุรีรัมย์ ออกนำ 2-1

 

จากนั้น บุรีรัมย์ ก็ยังโหมบุกใส่ต่อเนื่อง แต่ก็ไม่อาจจะเจาะแนวรับผู้มาเยือนเพิ่มได้ ทำให้จบเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เอาชนะ ชลบุรี เอฟซี ไป 2-1 คว้า 3 คะแนนไปครอง ทำให้ ปราสาทสายฟ้า มี 22 คะแนน จากการลงสนาม 8 เกม ยังคงครองจ่าฝูงต่อไป

 

รายชื่อผู้เล่นทั้ง 2 ทีม

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (ผู้รักษาประตู), ยู จุนซู, ประวีณวัช บุญยงค์, พรรษา เหมวิบูลย์, กรกช วิริยอุดมศิริ (ศศลักษณ์ ไหประโคน น.77), นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, สุเชาว์ นุชนุ่ม (C) (อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ น.62), รัตนากร ใหม่คามิ, จักรพันธ์ แก้วพรม, สุภโชค สารชาติ (ศุภชัย ใจเด็ด น.90+5), ดิโอโก หลุยส์ ซานโต

 

ชลบุรี เอฟซี : ชนินทร์ แซ่เอียะ (ผู้รักษาประตู), นพนนท์ คชพลายุกต์ (ภานุพงศ์ พลซา น.46), ชลทิตย์ จันทคาม (C), คิม กยองมิน, วัฒนศัพท์ เจริญศรี (ธีระพงศ์ ดีหามแห น.46), สหรัฐ สนธิสวัสดิ์, ซูฟาห์มี อราฟิน (อลงกรณ์ ประทุมวงศ์ น.73), เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ, ซิโร อัลเวส, มาร์เกล ซานโต๊ส

 

2. ยู จุนซู สวมบทฮีโร่ ซัดท้ายเกม พา ปราสาทสายฟ้า ตีเจ๊า กวางโจว 1-1 ยังได้ลุ้นเข้ารอบ ACL

ผลฟุตบอลเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่มจี) เกมที่ 5

วันอังคารที่ 3 เมษายน 2561

(ไทย) บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 1-1 กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ (จีน)

สนาม : บุรีรัมย์ สเตเดียม

 

ประตู : 0-1 เจิ้ง ลอง น.20, 1-1 ยู จุนซู น.90+2

 

การแข่งขันเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่มจี) นัดที่ 5 เมื่อวันอังคารที่ 3 เมษายน 2561 “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เปิดสนาม บุรีรัมย์ สเตเดียม รับการมาเยือนของ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ จากประเทศจีน ซึ่งเกมแรกที่พบกันเสมอ 1-1

 

เริ่มครึ่งเวลาแรก กวางโจว เขี่ยบอลเล่นก่อนบุกจากขวามาซ้าย ส่วน บุรีรัมย์ บุกจากซ้ายไปขวาของสนามแข่งขัน

 

นาทีที่ 2 กวางโจว ได้ทักทายก่อนจเมื่อ อลัย ได้บอลบริเวณหน้าเขตโทษ ก่อนจะง้างเท้าปั่นบอลๆ โค้งลอยออกหลังไป

 

นาทีที่ 4 อลัน ยกบอลขึ้นหน้าให้ ริการ์โด้ กูลาร์ท ได้วอลเลย์จังหวะเดียวบอลพุ่งไปตรงตัว ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน รับไว้ได้สบาย

 

นาทีที่ 14 ปราสาทสายฟ้า ตั้งเกมบุกสู้ รัตนากร ใหม่คามิ ตัดบอลได้กลางสนามก่อนจะจ่ายให้ ดิโอโก หลุยส์ ซานโต ปาดต่อถึง เอ็ดการ์ บรูโน ดา ซิลวา ทำชิ่งหนึ่งสอง ก่อนที่ ดิโอโก จะได้ซัดบอลพุ่งไปติดผู้เล่นจีนอย่างน่าเสียดาย

 

 

GOAL!!! นาทีที่ 20 ประตูแรกของเกมก็เกิดขึ้น เจิ้ง ลอง ได้บอลตรงหน้าเขตโทษก่อนจะกดเต็มข้อบอลแฉลบผู้เล่นเจ้าถิ่นเปลี่ยนทางเข้าประตู กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ บุกขึ้นนำ 1-0

 

นาทีที่ 36 เจิ้ง ลอง ได้ลองส่องจากนอกกรอบอีกรอบ คราวนี้บอลลอยโด่งเหินข้ามคานออกไปเยอะ

 

นาทีที่ 40 ปราสาทสายฟ้า ได้บุกบ้าง กรกช วิริยอุดมศิริ ได้บอลทางฝั่งซ้ายก่อนจะเปิดบอลพุ่งเข้าเขตโทษ จักรพันธ์ แก้วพรม เกี่ยวบอลได้ก่อนจะตัดสินใจยิงวอลเลย์ ทว่าโดนบอลผิดเหลี่ยมทำให้ผู้เล่นทีมเยือนที่ยืนอยู่ตรงนั้นสกัดพ้นอันตรายได้

 

จากนั้นนาทีเดียว กวางโจว เกือบหนีห่าง กูลาร์ท เลี้ยงตัดเข้าในจากฝั่งขวาก่อนซัดบอลเต็มเท้า ศิวรักษ์ พุ่งปัดบอลกระทบใต้คานไม่ข้ามเส้น ก่อนที่นายด่าน บุรีรัมย์ จะเก็บจังหวะสองเอาไว้ได้

 

นาทีที่ 44 กวางโจว ได้ลุ้นต่อเนื่องจากจังหวะโต้กลับ กูลาร์ท คนเดิมขึ้นมาทางฝั่งซ้าย ก่อนซัดด้วยขวา แต่บอลปลิ้นออกหลังไปไกล

 

นาทีที่ 45 กวางโจว ได้ลุ้นต่อเนื่องจากจังหวะโต้กลับ กูลาร์ท คนเดิมขึ้นมาทางฝั่งซ้าย ก่อนซัดด้วยขวา แต่บอลปลิ้นออกหลังไปไกล จากนั้นไม่มีโอกาสเพิ่มทำให้จบครึ่งแรก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ตามหลัง กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ 1-0

 

 

กลับมาสู้กันต่อครึ่งหลังทั้ง 2 ทีมยังไม่มีการเปลี่ยนตัว นาทีที่ 49 จักรพันธ์ ได้บอลกลางสนามก่อนจะหนุนจ่ายออกมาซ้ายให้ ดิโอโก ได้ลากบอลไปหน้าเขตโทษแล้วตัดสินใจซัดเต็มข้อบอลพุ่งตรงกรอบ แต่ก็ตรงตัว เชิง เฉิง ล้มรับบอลไว้ได้

 

นาทีที่ 52 บุรีรัมย์ ได้ฟรีคิก สุเชาว์ เปิดบอลไปที่เสาสอง พรรษา เหมวิบูลย์ ได้ขึ้นโหม่งบอลลอยออกหลังไป

 

นาทีที่ 68 บุรีรัมย์ เกือบได้เฮ รัตนากร เปิดฟรีคิกให้ ดิโอโก ที่พยายามโขกสะบัดแต่บอลหลุดเสาสองไปเพียงนิดเดียว

 

นาทีที่ 73 กวางโจว ขึ้นเกมกันมาทางขวา ก่อนที่ เจิ้ง ลอง ได้ยิง แต่ ประวีณวัช วิ่งมาบล็อกลูกยิงออกหลัง

 

นาทีที่ 81 เฟง เซียวติง ปราการหลังทีมเยือนเติมขึ้นมาปั่นบอลในกรอบเขตโทษ แต่ไม่ผ่าน ศิวรักษ์ ที่โชว์ซูเปอร์เซฟปัดเอาไว้ได้

 

 

นาทีที่ 85  บุรีรัมย์ ที่ขึ้นเกมกันมาได้สวย ก่อนที่ ยู จุนซู จะเลี้ยงตัดเข้ามายิง แต่ เชิง เฉิง ลอยตัวปัดเอาไว้ได้

 

นาทีที่ 90 กวางโจว พลาดโอกาสทอง กูลาร์ท ที่หลอก ศิวรักษ์ จนหลงทาง ก่อนจะยิงโล่งๆ แต่ นฤบดินทร์ สปีดมาบล็อกได้อย่างยอดเยี่ยม

 

GOAL!!! น.90+2 แฟนบอลปราสาทสายฟ้า ได้เฮกันลั่นสนามเมื่อ บุรีรัมย์ ตามตีเสมอได้ 1-1 จากจังหวะที่ ยู จุนซู ได้บอลต่อจาก ดิโอโก ก่อนยิงเน้นๆ เบียดเสาบอลพุ่งไปนอนก้นตาข่าย เวลาที่เหลือ บุรีรัมย์ พยายามวิ่งสู้ฟัดเปิดเกมสู้ เพื่อเอาประตูชัย แต่ทว่าก็ไม่อาจจะเจาะแนวรับผู้มาเยือนเพิ่มได้ ทำให้จบเกม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เสมอ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ไป 1-1 แบ่งกันไปทีมละ 1 คะแนน ทำให้ บุรีรัมย์ มี 6 คะแนนจากการลงสนาม 5 นัด รั้งอันดับ 3 ยังคงมีลุ้นเข้ารอบในนัดสุดท้าย ส่วน กวางโจว มี 9 คะแนน ครองจ่าฝูง ตามมาด้วย เซเรซโซ มี 8 คะแนน

 

สำหรับโปรแกรมต่อไปศึกเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม (กลุ่มจี) เกมสุดท้าย บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด จะต้องยกพลออกไปเยือนสนามเจจู เวิลด์คัพ สเตเดียม ของ เจจู ยูไนเต็ด ที่ประเทศเกาหลีใต้ ในวันที่ 17 เมษายน 2561 คิกออฟเวลา 18.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย ช้ากว่าเวลาท้องถิ่น 2 ชั่วโมง)

 

รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด : ศิวรักษ์ เทศสูงเนิน (GK), ยู จุนซู, ประวีณวัช บุญยงค์, พรรษา เหมวิบูลย์, กรกช วิริยอุดมศิริ (ศศลักษณ์ ไหประโคน น.76), นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม, สุเชาว์ นุชนุ่ม (C) (สุภโชค สารชาติ น.58), รัตนากร ใหม่คามิ, จักรพันธ์ แก้วพรม (อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ น.84), ดิโอโก หลุยส์ ซานโต, เอ็ดการ์ บรูโน ดา ซิลวา

 

กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ : เชิง เฉิง (GK), คิม ยอง-กวอน, จาง หลินเปง, เฟง เซียวติง, หลี ซูเปง, เจิ้ง จี่ (ซู ซิน น.), ฮวง โปเหวิน (เหลียว หลีเจิ้ง น.76), เจิ้ง ลอง, ริการ์โด้ กูลาร์ท, อลัน, หยู ฮันเจา (ชาง ฮันเชา น.80)

 

 

ภาพ ข้อมูลจาก buriramunited.com

Comments

comments

You may also like

0 Comments

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

More From: ข่าวกีฬา

DON'T MISS

เลือกรูปแบบกระทู้
เรื่องราว
ข้อความ ภาพ วิดีโอ หรืออื่นๆ
เรื่องราวแบบแบ่งหัวข้อ
แบ่งเรื่องราวของคุณตามหัวข้อ