ไม่มีหมวดหมู่

ตำนาน – สำเภาเภตรา!!! เส้นทางลูกเนรคุณกับคำสาปที่ไม่มีวันลบเลือน


เรื่องราวความหลัง เกาะแก่งที่ยังกลายเป็นนิทานให้คนเล่าต่อ
                                         
สำเภาเภตรา ตำนานรันทด ชีวิตสิ้นสุดเพราะเนรคุณบิดรมารดา
                                        
เพราะความลำบากและความยากจน ลูกชายหนึ่งคนของพ่อแม่ที่แก่ชรา
                                     
ล่องเรือลำน้อย ลอยกลางนาวา ผ่านช่องแคบมะละกาสู่แหลมมลายยู
                      
จนได้ทำงานบนเรือสินค้า ของเจ้าพระยาสุรตาล รัฐไทรบุรี
                         
ด้วยความขยัน หมั่นพียรเต็มที่ จนเจ้าพระยาณีไว้วางใจรักไคร่เอ็นดู
               
จึงยกลูกสาวให้เป็นคู่ครอง ให้คนทั้งสองได้เดินเรือค้าขายต่อไป
              
สำเภาเภตรา เป็นเรือลำใหญ่ บรรทุกมากมายสินค้าหลากหลายจากต่างแดน

                                         
*จากอินโดนีเซีย มาเลเซีย ถึงแดนสยาม เรือมาบันจบ ปากน้ำเมืองตรัง
           
ที่คนกล่าวขานนี้ตำนานสำเภาเภตรา

                              
พ่อแม่รู้ข่าว ว่าลูกบ่าวกลับมา เตรียมหาอาหารและของกินไปให้
            
หมูย่างตัวโตจะเอาไปฝากลูกชาย ลงเรือลำน้อยมุ่งสู่สำเภา
                            
สายตาแม่มองด้วยความคิดถึง อยากเข้าไปทักลูกสูงศักดิ์บารมี
                                      
ส่วนตัวเจ้านั้น ดั่งวัวลืมตีน ลืมซึ่งบิดรมารดา ผู้บังเกิดเกล้าเจ้าเนรคุณ
                                  
เสียงอาลัยน้ำตาแม่เจ้าไหลพราก ลูกเอ๋ยเคยลำบากเลี้ยงเจ้ามาแต่หนไหน
                                     
บุญเคยอิ่มหยดน้ำนมเจ้าดื่มไป เลี้ยงตัวเจ้าจนเติบวัย แล้วทำไมถึงหลงลืม
                                              
เทวดาเบื้องบนท่านรู้ดี สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีบนผืนปัถพีโปรดรับรู้ 
                        
ข้าขอสาญแช่ง ให้ลูกเนรคุณให้พายุพัดเป็นจุน เรือสำเภาแตกกระจาย
Solo:
                           ซ้ำ (*)
                 
นี้คือตำนาน ที่คนกล่าวขาน สำเภาเภตรา




"เลตรัง" คือ ผืนน้ำมรกตแห่งอันดามัน

น่านน้ำนี้มีตำนานจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บนเกาะลิบงและบ้านพระม่วง

      บ้านพระม่วงเป็นหมู่บ้านหนึ่งบริเวณปากแม่น้ำตรังในเขตตำบลนาเกลือ อำเภอกันตัง มีสำเภาวานิชย์จีนลำหนึ่งจากเกาะปีนังมาค้าขายในบริเวณดังกล่าว 


นายสำเภาได้ขอลูกชายตายายยากจนคู่หนึ่งไปเป็นบุตรบุญธรรมจนผ่านร้อนผ่านฝนมาได้ 20 ฤดูกาล 


เด็กนั้นก็เจริญเติบโตเป็นหนุ่มและได้ชอบพอกับลูกสาวนายสำเภาจึงได้แต่งงานกันและเป็นนายสำเภาแทน 


เรือสำเภานี้ได้กลับมาค้าขายอีกครั้งที่บ้านพระม่วง ครั้นพอตายายพ่อแม่ตัวจริงรู้ข่าวเข้าก็ดีใจหวังจะไปเยี่ยมลูกชายให้สมดังคิดถึงด้วยเพราะความยากจนค่นแค้นที่แม้แต่เสื้อผ้าที่ใส่ยังขาดรุ่งริ่ง



จึงถือเอามะม่วงสุกลูกหนึ่งไปฝากแต่ก็ถูกลูกชายให้ลูกเรือออกมาขับไล่ไสส่งเพราะอับอายที่พ่อแม่ยากจน จนไม่อาจยอมรับได้ 


และอีกอย่างการเดินทางมาพระม่วงในครั้งนี้เขาได้พาภรรยาซึ่งตั้งท้องอยู่ด้วย ด้วยกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผยและเป็นที่รังเกียจของภรรยาตัวเอง เมื่อได้มารู้ข่าวว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นชาวประมงจนๆ 


เขาจึงสั่งให้ลูกเรือหันหัวเรือกลับออกสู่ทะเลอันดามัน สองตายายได้แต่ยืนตะลึงงงงันกับการกระทำของลูกจนมะม่วงหลุดหล่นจากมือยาย


และด้วยความโมโหของผู้เป็นพ่อจึงได้ผุดคำสาปแช่งลูกชายให้ประสบแก่ความหายนะ 


เมื่อเรือลำนั้นออกไปขอให้เจอพายุให้อับปาง จนกระทั่งเรือสำเภาแล่นมาถึงบริเวณเกาะเภตราในปัจจุบันคลื่นลมทะเลปั่นป่วนและได้ซัดจนเรือสำเภาลำนั้นแตกอับปางตรงบริเวณเกาะที่มีรูปร่างคล้ายเรือสำเภาหันหัวออกนอกฝั่ง


 เกาะนี้คือเกาะเภตราซึ่งเภตราแปลว่า"สำเภา" ส่วนบรรดาข้าวของเครื่องใช้ต่างๆหรือสัตว์เลี้ยงตลอดจนเครื่องประดับที่อยู่ในเรือลำนี้ต่างก็ลอยล่องไปตามแรงคลื่น

กระจัดกระจายไปติดตามเกาะต่างๆกันทั่วท้องทะเลตามหมู่เกาะน้อยใหญ่ต่างๆเช่น เกาะหมู(เกาะสุกร) เกาะแหวน เกาะเชือก เกาะไหง เกาะม้า เกาะรอก เกาะกระดาน 


สำหรับนายสำเภาลอยมาติดอยู่บนเกาะลิบงและภรรยาซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่ลอยมาติดที่เกาะมุก ซึ่งเกาะนี้เป็นเรื่องที่แปลกมากเมื่อมองจากด้านไหนก็เห็นเป็นรูปผู้หญิงนอนอยู่กลางน้ำ แล้วสองตายายก็สิ้นลมเพราะตรอมใจในเวลาต่อมา

     หลังจากเห็นเหตุการณ์เรืออับปาง ต่อมาภายหลังมีต้นมะม่วงเกิดขึ้นบริเวณนี้และเป็นที่น่าอัศจรรย์ผู้คนแปลกใจคือ 


กิ่งที่ยื่นออกมาทางทะเลนั้นมะม่วงมีรสหวาน ส่วนกิ่งด้านบนฝั่งนั้นมีรสเปรี้ยว (ผู้เฒ่าบอกว่ากิ่งที่ยื่นลงในทะเลที่มีรสหวานนั้นเป็นส่วนของผู้เป็นแม่เพราะแม่นั้นไม่มีวันที่จะตัดสายสัมพันธ์กับลูกได้  และกิ่งที่อยู่บนฝั่งมีรสเปรี้ยว 


ผู้เฒ่าบอกว่าเป็นกิ่งของพ่อซึ่งได้เปล่งวาจาสาปแช่งออกไปไม่เหลือเยื่อใยให้กับลูก มะม่วงจึงมีรสเปรี้ยว)และในปัจจุบันมะม่วงได้ตายลงยังมีอต่เพียงบ่อน้ำและตัวศาลชื่อศาลโต๊ะพระม่วง 


โคนต้นที่ชาวเรือต่างเชื่อกันว่าเป็นที่สิงห์สถิตย์ของดวงวิญญาณ สามารถบังคับคลื่นลมได้ บ้านพระม่วงในปัจจุบันเมื่อเรือประมงผ่านจะมีการจุดประทัดบนบานขอความปลอดภัยและโชคลาภที่ศาลโต๊ะพระม่วงทุกครั้ง


บางตำนานยังเล่าว่า


ดินแดนอบอุ่น ภายใต้สายลมและแสงแดด สงบ สะอาด ด้วยธรรมชาติที่บริสุทธิ์ กับตำนานพื้นบ้านที่ผู้เฒ่าผู้แก่ มักจะเล่าขานให้ลูกหลานฟังอยู่เสมอ ถึงความเป็นมาของหมู่เกาะน้อยใหญ่กลางท้องทะเลอันดามันว่า

"พ่อค้าเรือสำเภาชาวมาเลย์ เข้ามาค้าขายที่ท่าเรือจังหวัดตรัง แล้วได้เจอกับเด็กชายคนหนึ่ง หน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู 


จึงขอมาเลี้ยงไว้เป็นลูก เมื่อพาเด็กชายคนนั้นกลับมาที่รัฐไทรบุรี เจ้าพระยาฯของรัฐ เกิดความเอ็นดู 


จึงขอเด็กชายจากพ่อค้ามาเลี้ยงไว้เป็นลูกบุญธรรม เลี้ยงดูจนเติบใหญ่ ก็จัดให้แต่งงานกับลูกสาวของตน เมื่อได้แต่งงาน ชายหนุ่มก็นึกถึงพ่อและแม่ 


อยากกลับไปหาพ่อและแม่ จึงนั่งเรือสำเภาไป ฝ่ายพ่อและแม่ของชายหนุ่ม เมื่อรู้ข่าวว่าลูกจะกลับมาหา ก็ดีใจ รีบจัดเตรียมอาหารไว้ต้อนรับอย่างดี 


แต่เมื่อลูกชายเดินทางมาถึง และพบว่าพ่อและแม่ของตน อดอยากยากไร้ เมื่อรับสภาพนั้นไม่ได้ จึงล่องเรือกลับไปรัฐไทรบุรี โดยไม่ดูดำดูดีพ่อและแม่ของตน เมื่อพ่อและแม่เห็นเช่นนั้น



จึงได้อธิษฐานว่า ถ้าเป็นลูกของตนก็ขอให้เรือรำนั้นอัปปางลง สิ้นคำอธิษฐาน ก็เกิดพายุ พัดเรือสำเภาจมหายไปในทะเล 


และอาหารที่เตรียมไว้บนหัวเรือ ก็จมลงทะเล ทำให้เป็นเกาะน้อยใหญ่ ส่วนเรือสำเภา กลายเป็นตำนานที่ได้รับขนานนามว่า หมู่เกาะเภตรา
หรือ ที่มีความหมายถึงหมู่เกาะเรือสำเภานั่นเอง"

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา อ.ละงู จ.สตูล ไม่เพียงมีตำนานที่น่าสนใจเท่านั้น แต่ความงามของเกาะยังสมบูรณ์ และคงความเป็นธรรมชาติอยู่ได้อย่างงดงาม

หากต้องการบันทึกภาพความประทับใจ กับอรุณรุ่งยามเช้า  บริเวณแหลมหินช้าง จะเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ให้คุณจดจำภาพนั้นไม่รู้ลืม ส่วนพระอาทิตย์ตกดิน คุณสามารถมองเห็นแสงสีทองสะท้อนระยิบระยับกับน้ำทะเล ได้ที่หาดปากบารา

หมู่เกาะเภตรา ไม่เพียงมีความงามเฉพาะใต้ท้องทะเลเท่านั้น แต่ธรรมชาติบนหาด ก็น่าสนใจไม่น้อย สำหรับช่วงลมฤดูมรสุม ที่ชุ่มฉ่ำด้วยเม็ดฝนในขณะนี้ นายวิชัย สำสู เจ้าหน้าที่อุทยานหมู่เกาะเภตรา แนะนำว่า นักท่องเที่ยวที่รักทะเล ก็สามารถหลีกเลี่ยงการลงน้ำ หันไปทำกิจกรรมบนฝั่งแทนได้

"ทางอุทยานปรึกษากันว่า ช่วงนี้เราจะมีกิจกรรมบนฝั่งแทนการลงน้ำ ให้นักท่องเที่ยวได้ขึ้นเขาชมวิว ที่เขาโต๊ะหงาย กับจุดชมวิวผากล้วยไม้ ที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ เกาะ แก่งวางเรียงราย เห็นชายหาดปากบารา และที่สำคัญเป็นแหล่งที่มีกล้วยไม้พันธุ์หายาก เช่นรองเท่านารีด้วย" นายวิชัยว่า

นอกจากนี้ นายวิชัย ยังบอกว่า กิจกรรมของอุทยาน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ขึ้นเขาชมวิวแล้ว ยังมีกิจกรรมนันทนาการเบาๆ ด้วยบทเพลงธรรมชาติ จากเจ้าหน้าที่ คอยบริการทุกๆ บ่ายวันเสาร์

เสน่ห์อีกอย่างหนึ่ง นอกจากหาดทรายที่ขาวสะอาด ยังมีห้องสมุดธรรมชาติให้เราได้ศึกษาถึงระบบของป่าชายเลน กับ ดงลำพู แห่งเกาะลิดี ที่ในยามค่ำคืนจะมีฝูงหิ่งห้อยจำนวนมาก มาเกาะอยู่ตามกิ่งของต้นลำพู เพิ่มเสน่ห์ประกายแสงให้กับบริเวณเกาะที่เงียบสงบได้อย่างน่าประทับใจ

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา นับได้ว่าเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่รวมความงามจากธรรมชาติที่สร้างสรรค์มาให้ เพื่อเป็นขุนทรัพย์ของคนไทยและชาวต่างชาติทุกคน

นักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะเภตรา 298 ม.4 บ้านตะโละใส ต.ปากน้ำ อ.ละงู จ.สตูล  91110 หรือโทร 074-783074


Like it? Share with your friends!

0 Comments

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

เลือกรูปแบบกระทู้
เรื่องราว
ข้อความ ภาพ วิดีโอ หรืออื่นๆ
เรื่องราวแบบแบ่งหัวข้อ
แบ่งเรื่องราวของคุณตามหัวข้อ