วงเวียนใหญ่แห่งอีสาน พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

วงเวียนใหญ่แห่งอีสาน พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

แบ่งปัน

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ตั้งอยู่ในอำเภอเมืองบุรีรัมย์ทางไปอำเภอประโคนชัย สร้างในปีพ.ศ. 2539 เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกพระบรมราชานุสาวรีย์มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ ฉลองพระองค์แบบนักรบตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ประทับบนช้างศึก จากจดหมายเหตุประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 7 กล่าวว่า ใน พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้

จังหวัดบุรีรัมย์นั้น นอกจากจะเป็นเมืองปราสาทหิน ถิ่นภูเขาไฟ ผ้าไหมสวย รวยวัฒนธรรมแล้ว ยังมีทั้งอนุสาวรีย์และอนุสรณ์สถานอีกหลายแห่ง ซึ่งผมได้นำเสนอไปแล้ว 2 แห่ง คือ อนุสาวรีย์ “เราสู้” และ “อนุสรณ์สถานประชาชน อีสานใต้” วันนี้จึงขอนำเสนออนุสาวรีย์ที่สำคัญที่สุดของจังหวัดบุรีรัมย์อีกแห่งหนึ่ง คือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช การสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปรากฏความตามคำกราบบังคมทูล สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฏราชกุมารในพิธีวางศิลาฤกษ์พระบรมราชานุสาวรีย์ฯ

ณ บริเวณวงเวียนสี่แยกถนนสายบุรีรัมย์-สตึก ตัดกับถนนสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย เมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2538 โดยผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ (นายพร เพ็ญภาส) ความว่า “จากหลักฐานการค้นคว้าทางประวัติศาสตร์ทราบว่า เมื่อประมาณปีพุทธศักราช 2319 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาจักรี ได้เป็นแม่ทัพยกไปปราบกบฏพระยานางรอง เมื่อเสด็จฯกลับได้พบเมืองร้างมีชัยภูมิดี จึงได้รวบรวมผู้คนแล้วก่อตั้งเมือง ชื่อว่า “เมืองแปะ” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น “เมืองบุรีรัมย์” ด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงของพระปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ และเนื่องในมหามงคลวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

จะเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 ประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ จึงต่างพร้อมใจกันจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเป็นอนุสรณ์สถานในการสักการะและน้อมรำลึกถึงพระเกียรติคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นศูนย์รวมจิตใจที่แสดงออกถึงความยึดมั่นในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และมหาจักรีบรมราชวงศ์” การก่อสร้างพระบรมรูปฯ มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง พระบรมรูปฉลองพระองค์แบบนักรบตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ประทับอยู่บนคอช้างศึก หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ ตั้งอยู่บนฐานกว้าง 4 เมตร ยาว 8.80 เมตร และสูง 10 เมตร กรมศิลปากรรับเป็นหน่วยดำเนินการปั้นและหล่อ งบประมาณดำเนินการจากเงินบริจาค ประมาณ 15 ล้านบาท” เมื่อสร้างแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมารเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ไปทรงเปิดพระบรม ราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

เมื่อวันจันทร์ที่ 6 กันยายน 2542 เวลา 17.00 นาฬิกา ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ต่างรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอย่างหาที่สุดมิได้ เมื่อ 2 วันที่ผ่านมา คือเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2558 ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วยข้าราชการ ตำรวจ ทหาร และพ่อค้า ประชาชนได้ทำพิธีบวงสรวงสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ครั้งที่ 29 โดย รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ (นายทำนอง ศรีเมือง) เป็นประธานในพิธีฯ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ นายอำเภอประโคนชัย และคณะฯ เป็นเจ้าภาพประกอบพิธีบวงสรวงฯ ผศ.ดร.ละออง ภู่เงิน ประธานชมรมจิตอาสาบุรีรัมย์สันติสุข และคณะฯ เป็นเจ้าภาพ ประสานงานและอำนวยการจัดพิธีบวงสรวงฯ นายสุเทพ พันธุระ ผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอเมืองบุรีรัมย์บันทึกภาพกิจกรรม จากที่นำเสนอมาแสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ยังคงแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์และมหาจักรีบรมราชวงศ์อย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องตลอดมา จึงปรากฏว่าได้มีการทำพิธีบวงสรวงสักการะพระบรมรูปฯ เป็นครั้งที่ 29 ท่านละครับ เคยไปร่วมกิจกรรมอันเป็นความงดงามและเป็นมงคลนี้บ้างแล้วหรือยัง ครับ ……….

อ้างอิง จังหวัดบุรีรัมย์.(2538)พิธีวางศิลาฤกษ์พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช.กรุงเทพฯ : จูน พับลิชชิ่ง. ………………(2542).พิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จังหวัดบุรีรัมย์.อยุธยา : สำนักพิมพ์สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา. วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ.(2541).การประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช. จังหวัดบุรีรัมย์.อยุธยา: สำนักพิมพ์สถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.

 

ที่มาภาพ//ข้อมูล : สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์

 

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์