สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามการดำเนินงานด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามการดำเนินงานด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์

แบ่งปัน

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามการดำเนินงานด้านการเกษตรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และทรงเปิดโครงการซแรย์อทิตยาที่จังหวัดสุรินทร์

วันนี้ (24 พ.ค.2560) เวลา 08.45 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินงานของกลุ่มผู้ผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 (ร้อยห้า) พระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” หนองจระเข้เผือก ตำบลหนองโดน อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดสุรินทร์ของมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ดำเนินงานสนองพระราชประสงค์ที่จะสำรองพันธุ์ข้าวหอมมะลิให้คงไว้ ในกรณีที่ประเทศมีภาวะฉุกเฉิน หรือประสบภัย


ทั้งนี้ หลังเกิดอุทกภัยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อปี 2556 ส่งผลให้เกษตรกรทำนาข้าวหอมมะลิได้รับความเดือดร้อน เช่น พื้นที่อำเภอลำปลายมาศ และอำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ จึงได้พระราชทานพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105

ซึ่งมูลนิธิชัยพัฒนาสำรองไว้ที่ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดสุรินทร์ นำไปช่วยเหลือราษฎร และจัดทำโครงการผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพ สำรองไว้สำหรับพระราชทานราษฎรในยามวิกฤตต่อไป


กลุ่มผู้ผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” หนองจระเข้เผือก นี้ มีการตั้งคณะกรรมการบริหารงานเพื่อผลิตข้าวที่มีคุณภาพ ด้วยการทำนาอย่างประณีตในทุกขั้นตอน อาทิ การปลูกด้วยวิธีปักดำ เก็บเกี่ยวข้าวด้วยมือ หรือรถเกี่ยวข้าวที่สะอาด ป้องกันการปนของข้าวพันธุ์อื่น หรือข้าวเมล็ดแดง และโดยเฉพาะการตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว


เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐาน สำหรับเป็นพันธุ์ข้าวพระราชทาน โดยสมาชิกจะได้รับค่าตอบแทนที่ดีด้วย

ในปี 2559 สมาชิก 80 คน ทำนาในพื้นที่ 534 ไร่ ได้ผลผลิตผ่านเกณฑ์ จำนวน 89 ตัน 242 กิโลกรัม และได้รับพระราชทานกิ่งพันธุ์ไม้ผลและพืชผักยืนต้น พร้อมขุดสระน้ำ จำนวน 71 สระ เพื่อใช้ประโยชน์ในยามที่เกิดปัญหา เช่น เกิดฝนตกช้าในช่วงที่ผ่านมา

ในการนี้ มีพระราชดำริให้นำโซล่าเซลล์มาใช้เป็นพลังงานสำหรับเครื่องสูบน้ำ แทนการใช้น้ำมัน ช่วยลดค่าใช้จ่าย เหมาะกับสภาพพื้นที่ เช่น ในปีนี้ที่มีน้ำมาก จะได้ทำการสูบน้ำออกจากที่นา เพื่อไม่ให้ผลผลิตเสียหาย และหากเกิดน้ำแล้ง จะได้สูบน้ำจากสระน้ำ เข้าที่นาได้ อีกทั้ง มีพระราชดำรัสให้สมาชิกแข่งขันกับตัวเอง เพื่อให้การดำเนินงานดียิ่งๆ ขึ้นไป

เวลา 09.46 น. เสด็จพระราชดำเนินไป ทรงติดตามการดำเนินงานโครงการขุดลอกอ่างเก็บน้ำทุ่งใหญ่ ตำบลหนองโดน อำเภอลำปลายมาศ ซึ่งมีพระราชดำริให้กรมชลประทานแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งให้กับราษฎรในพื้นที่อำเภอลำปลายมาศ

เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงติดตามการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ อำเภอสำโรงทาบ จังหวัดสุรินทร์ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2557 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้สำรวจพื้นที่อ่างเก็บน้ำหนองโดน

ซึ่งในอดีตมีสภาพเสื่อมโทรม ตื้นเขิน ไม่สามารถกักเก็บน้ำได้ และดำเนินการขุดลอกอ่างเก็บน้ำฯ เพื่อสนองพระราชดำริ บนพื้นที่ประมาณ 760 ไร่ ลึก 2 เมตร สามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ประมาณ 2.10 ล้านลูกบาศก์เมตร

แล้วเสร็จเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 นอกจากนี้ ยังได้ขุดลอกคลองรับน้ำและระบบส่งน้ำ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตพันธุ์ข้าวหอมมะลิ 105 พระราชทาน “เพื่อนช่วยเพื่อน” ที่กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ รวมถึงพื้นที่การเกษตรของราษฎรในพื้นที่ข้างเคียง ปัจจุบัน มีการตั้งกลุ่มบริหารจัดการน้ำ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลุ่มผู้ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำฯ มีสมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำ จำนวน 229 ราย

โอกาสนี้ ทรงปล่อยปลาตะเพียน และปลานิล จำนวน 300,063 ตัว เพื่อขยายพันธุ์ปลาน้ำจืดให้เป็นแหล่งประมงพื้นบ้านสำหรับราษฎรในพื้นที่

จากนั้น ทรงเยี่ยมราษฎรและกลุ่มผู้ใช้น้ำฯ โดยมีพระราชดำริให้สมาชิกฯ แบ่งกลุ่มช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ พร้อมให้นำต้นไม้มาปลูกโดยรอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำฯ เพื่อความสวยงามร่มรื่น

นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริให้กรมชลประทาน ตั้งงบประมาณก่อสร้างอาคารบังคับน้ำบ้านแท่นพระ ตำบลหนองคู อำเภอลำปลายมาศ สร้างขึ้นใหม่ทดแทนฝ่ายเดิมที่เสียหายเมื่อปี 2558 เพื่อช่วยกั้นน้ำ และกักเก็บน้ำให้ราษฎรในพื้นที่เทศบาลตำบลลำปลายมาศ และตำบลหนองคู ได้มีน้ำไว้ใช้ในช่วงหน้าแล้ง

เวลา 12.29 น. เสด็จพระราชดำเนินไปยังมณฑลทหารบกที่ 26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก อำเภอเมืองบุรีรัมย์ ทรงติดตามความก้าวหน้ากิจกรรมการปลูกผักปลอดสารพิษของกำลังพล ในโครงการทหารพันธุ์ดี ซึ่งเป็นโครงการผสานความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิชัยพัฒนา

โดยศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ และ มณฑลทหารบกที่ 26 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก จัดทำขึ้นเมื่อปี 2559 เพื่อสนองพระราชประสงค์ที่จะให้ส่งเสริมและพัฒนากำลังพลของกองทัพให้มีความรู้ความสามารถในการปลูกผักที่มีคุณภาพและปลอดสารพิษไว้บริโภค

เป็นการลดรายจ่ายในครัวเรือน หากเหลือสามารถส่งจำหน่ายเป็นรายได้เสริมอีกทาง อีกทั้งเป็นแบบอย่างการทำเกษตรพอเพียง ให้แก่ผู้สนใจและชุมชนใกล้เคียง โดยจัดสรรพื้นที่ว่างเปล่ากว่า 2 ไร่ในค่ายฯ ใช้ในโครงการ แล้วรับสมัครกำลังพลและทหารกองหนุนที่ใกล้ปลดประจำการเข้าร่วมโครงการ แบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 ห้วง ได้แก่

การส่งกำลังพลที่เข้าร่วมโครงการไปอบรมและฝึกทักษะการเกษตร ที่ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ จังหวัดเชียงราย

ห้วงที่ 2 การนำองค์ความรู้ที่ได้ มาจัดเตรียมพื้นที่การเพาะปลูกและการหาแหล่งน้ำ ใช้ในการเกษตรที่เหมาะสม

ห้วงที่ 3 ดำเนินการเพาะปลูกพืชผักในพื้นที่ที่จัดเตรียม ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานเมล็ดพันธุ์ผัก ใช้ในการเพาะปลูก

ห้วงที่ 4 การดูแลรักษาผลผลิต การกำจัดแมลงศัตรูพืช

และห้วงที่ 5 คือการเก็บเกี่ยวผลผลิต ซึ่งกำพลที่เข้าร่วมโครงการ จะจัดเวรผลัดเปลี่ยนการดูแล ซึ่งผลผลิตที่ได้จะส่งจำหน่ายโรงประกอบเลี้ยงของหน่วยกำลังพล ส่งจำหน่ายให้กับครอบครัวกำลังพล และส่งจำหน่ายให้แก่ตลาดในพื้นที่ ปัจจุบัน สามารถเก็บผลผลิตส่งจำหน่ายได้ตามวัตถุประสงค์ มีรายได้ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน

ในการเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรการดำเนินงานครั้งนี้ ได้พระราชทานเมล็ดพันธุ์ผัก พระราชทานไก่พื้นเมืองและไก่กระดูกดำ เพื่อเพาะขยายพันธุ์ต่อไป

ในโอกาสนี้ ทรงปล่อยปลานิลจิตรลดา จำนวน 9,000 ตัว ลงสระน้ำภายในค่ายฯ

สำหรับโครงการทหารพันธุ์ดี เป็นแบบอย่างการทำเกษตรพอเพียงในพื้นที่รกร้างให้เกิดประโยชน์ ดำเนินงานตามแบบเกษตรพอเพียงในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยยึดหลักการดำเนินงานตามศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ และยึดหลักดี 2 อย่าง คือ ดีที่ตัวพลทหารที่สามารถนำองค์ความรู้ไปขยายผลได้ และดีที่พันธุ์พืชที่นำไปเพาะปลูก

ในอนาคตจะเก็บเมล็ดพันธุ์แจกจ่ายแก่ชุมชนใกล้เคียง ในนามเมล็ดพันธุ์ศูนย์พัฒนาพันธุ์พืชจักรพันธ์เพ็ญศิริ พร้อมติดตามการดำเนินงานของสมาชิก และมอบรางวัลแก่ผู้ที่มีผลงานขยายผลโครงการไปยังชุมชนบ้านเกิดได้สำเร็จ

เวลา 15.28 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโครงการพิเศษจังหวัดสุรินทร์ หรือ ซแรย์ อทิตยา ภายใต้โครงการเกษตรอทิตยาทร ตำบลเทนมีย์ (เทน-มี) อำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์ โดยมีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เฝ้าทูลละอองพระบาท รับเสด็จ

ในการนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดแพรคลุมป้าย “โครงการ ซแรย์ อทิตยา” ซึ่งพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ประทานชื่อเรียกโครงการพิเศษจังหวัดสุรินทร์ฯ เป็นภาษาเขมรท้องถิ่นว่า “ซแรย์ อทิตยา” ซึ่งแปลว่า “นา ของพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ”

พร้อมกับประทานสัญลักษณ์ประจำโครงการฯ มีรูปแบบเป็น ตัวอักษร “อ” (ออ-อ่าง) สีม่วง เป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ที่ทรงเป็นศูนย์รวมใจของเกษตรกร ล้อมรอบด้วยลายกนก แสดงถึงวัฒนธรรมภาคอีสาน และรวงข้าวสีทองเป็นรูปหยดน้ำ แสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเกษตรให้รุ่งเรือง หยดน้ำแสดงถึงความร่มเย็น อุดมสมบูรณ์ เปรียบเสมือนน้ำพระทัยที่หยดลงบนผืนดินนั้นให้เจริญงอกงาม ได้แสดงถึงพระปณิธานที่ทรงมุ่งมั่นพัฒนาการเกษตรของไทย และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกรให้ก้าวล้ำนำสมัยตามความก้าวหน้าทางสังคมในยุคปัจจุบัน

โอกาสนี้ เกษตรกร ได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย โคเพศเมีย พันธุ์โกเบ (วากิว) อายุ 1 ปี 2 เดือน กระบือเพศเมีย 2 ตัว ลูกโคเพศผู้ 1 ตัว อายุ 3 เดือน เพื่อใช้ในโรงเรียนชาวนาภายใต้โครงการซแรย์ อทิตยา จังหวัดสุรินทร์

ซึ่งเป็นแหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไทย ที่น้อมนำแนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและหลักการทรงงาน เรื่อง “บริการรวมที่จุดเดียว” หรือ “One Stop Service” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มาดำเนินงาน เน้นการพัฒนาเกษตรกรรุ่นเก่า ผลิตเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เป็น smart farmer ปัจจุบัน มีเกษตรกรเยาวชน ผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นจำนวน 6 รุ่น รวมจำนวน 295 คน

จากนั้น ทอดพระเนตรนิทรรศการฐานการเรียนรู้ ทั้ง 6 ฐาน ได้แก่ ฐานการเรียนรู้ที่ 1 ความรู้เรื่องข้าวประเพณีวัฒนธรรมและการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ฐานการเรียนรู้ที่ 2 ทรัพยากรดิน การรักษาดินและการฟื้นฟูดิน ด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น การปลูกต้นปอเทือง ฐานการเรียนรู้ที่ 3 ระบบนิเวศน์แปลงนาการป้องกันกำจัดโรคด้วยพืชสมุนไพร ตามภูมิปัญญาท้องถิ่น และประโยชน์ของแมลงศัตรูข้าวตามความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ ฐานการเรียนรู้ที่ 4 การเก็บเกี่ยวและการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ โดยเฉพาะการปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 อย่างมีประสิทธิภาพ ฐานการเรียนรู้ที่ 5 กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ และฐานการเรียนรู้ที่ 6 การแปรรูปข้าว เพิ่มคุณค่าสารอาหาร และเพิ่มมูลค่าเศรษฐศาสตร์สำหรับชาวนาไทย

สำหรับ “ซแรย์ อทิตยา” ได้ออกแบบพื้นที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และถ่ายทอดวิชาการทางการเกษตรตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการพัฒนาให้เป็นแหล่งพักผ่อนและท่องเที่ยวทางธรรมชาติของชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐ ปราชญ์ชาวบ้าน และภาคเอกชนในพื้นที่ และจากส่วนกลาง
ข้อมูลข่าวและที่มา

ผู้สื่อข่าว : ชัยรัตน์ อินทเชตุ

ผู้เรียบเรียง : สุริยน ตันตราจิณ

แหล่งที่มา : สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์