ออกพรรษา!! สืบประเพณีจากพุทธกาล สู่ตำนาน “ข้าวทิพย์” ในคืนเดือนเพ็ญ

ออกพรรษา!! สืบประเพณีจากพุทธกาล สู่ตำนาน “ข้าวทิพย์” ในคืนเดือนเพ็ญ

แบ่งปัน

ข้าวทิพย์ ทำไมถึงเป็น “ข้าวทิพย์”

ข้าวมธุปายาส (ข้าวสุกหุงด้วยนมโคจืดด้วยน้ำผึ้ง) ก่อนพุทธกาล (๒๖๓๒) เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ได้เสด็จออกทรงผนวช ได้เสวยข้าวทิพย์ของนางสาวสุชาดา บุตรีมหาเศรษฐีแห่งบ้านเสนานิคม

ก่อนแต่งงานได้ไปบนกับเทวดาที่ต้นไทรว่า ขอให้ได้แต่งงานกับชายที่มีสกุลและฐานะเสมอกันและได้บุตรคนแรกเป็นชาย ต่อมานางก็สมปรารถนา จึงได้จัดแจงรีดน้ำนมจากแม่โค การรีดนมจากแม่โควันนั้นรีดง่ายเกินคาด

แม้ว่าลูกโคไม่ได้กินนมในวันนั้น เมื่อนำภาชนะเข้าไปรอง กลับมีน้ำนมไหลออกมาเอง นางสุชาดาจึงจัดแจงปรุงข้าวมธุปายาสไปแก้ขนที่ต้นไทร นางสุชาดาได้พบพระมหาบุราคิดว่าเป็นเทวดา จึงทำพิธีแก้บนถวายภัตตาหารมื้อแรกที่พระองค์เสวยข้าวมธุปยาส (ข้าวทิพย์) แล้วตรัสรู้

ในวันนั้นพระมหาบุรากลับจากเที่ยวภิขาจารแต่เช้าได้ประดับอยู่ ณ โคนต้นไทรนั้น นางสุชาดาพบเข้าสำคัญว่าเป็นเทวดา จึงได้นำข้าวมธุปายาสเข้าไปถวาย เมื่อพระองค์ได้รับแล้ว ก็เสด็จขึ้นทำข้าวมธุปายาสหรือข้าวทิพย์นั้นได้ ๔๙ ก้อน เสวยเสร็จแล้วทรงลอยถาดทองเสียในแม่น้ำ

ทรงรับหญ้าคา ๘ กำ จากโสตถิยพราหมณ์ แล้วเสด็จขึ้นโพธิมณฑลประทับที่ใต้ต้นโพธิพฤกษ์ ได้บรรลุพระสัพพัญญูตญาณเป็นพระพุทธเจ้า ในวันเพ็ญวิสาขปุณมี ทรงเสวยวิมุตติสุขอยู่ ณ บริเวณโพธิมณฑลนั้นเป็นเวลา ๗ วัน คือพุทธคยาในประเทศอินเดีย

ประวัติตามศิลาจารึก ๑ วัดพระเชตุพนฯ

กล่าวถึงชาวรามัญหุงข้าวทิพย์บูชาเทวดาผู้มีฤทธิ์เดช ๕ องค์ แต่คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาไม่ได้กล่าวถึงการกวนข้าวทิพย์เอาไว้ มีแต่การหุงข้าวมธุปายาส เมื่อตกมาเป็นพิธีไทยแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขให้เหมาะสมแก่กาลเทศะ รสนิยมคนไทย

ข้าวทิพย์นี้ เนื่องมาจากข้าวมธุปายาสของพราหมณ์หุงรับประทานกันไม่มีกำหนดแน่นอน เช่น นางสุชาดาหุงไปถวายพระพุทธเจ้าในวันวิสาขะ เดือน ๖ แม้ในอรรถกาธรรมบทก็กล่าวถึงข้าวมธุปายาสไว้หลายเรื่อง เช่น

มิคารเศรษฐี พ่อสามีของนางวิสาขา บริโภคข้าวมธุปายาสอันมีน้ำน้อย และในมัคลัตถทีปนีได้กล่าวถึงเศรษฐีขี้เหนียวหุงข้าวมธุปายาสบริโภคเองก็ไม่ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่าหุงรับประทานเมื่อไหร่

แต่ข้าวมธุปายาสของพราหมณ์ก็ไม่มีสิ่งของที่ใช้ในการกวนมากมายเหมือนข้าว ทิพย์ของบ้านเรา ข้าวทิพย์เราถือกันว่าเป็นอาหารที่มีรสอร่อยคล้ายของทิพย์ (เทวดา) เมื่อกวนเสร็จแล้วก็แจกจ่ายกันบริโภคเพื่อระงับโรคภัยไข้เจ็บในร่างกายเพราะ

ก่อนรักษาและนำทิพโอชามาเจือลงในสิ่งของที่จะกวน กับอาราธนาพระสงฆ์ให้ตั้งเมตตาจิตเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อให้เกิดสิริสวัสดิมงคลแก่ผู้รับประทานข้าวทิพย์ จึงถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจพระปริตรและเทวานุภาพ

พระราชพิธีการกวนข้าวทิพย์

การกวนข้าวทิพย์นี้ ได้ประกอบพิธีกวนกันมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้มีการกวนข้าวทิพย์ขึ้นในรัชสมัยของพระองค์ท่าน

ครั้งต่อมาในรัชกาลที่ ๒ และรัชกาลที่ ๓ การกวนข้าวทิพย์ละเว้นไป เพิ่งจะมากวนกันใหม่ในรัชกาลที่ ๔ และได้มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งของในการกวนหลายอย่างเท่าที่จะหาได้ในขณะ นั้น

โดยมีส่วนผสมต่างๆ มากมายหลายอย่าง มากถึง ๖๐ กว่าชนิด เช่น ถั่วงา, ลูกเดือย, ข้าวฟ่าง, ข้าวเม่า, เผือก, มัน, ผลไม้นานาชนิด และนมเนย เป็นต้น

การกวนข้าวทิพย์เนื่องในพระราชพิธีนั้น จะกระทำในเดือน ๑๐ เป็นงาน ๓ วัน เริ่มแต่แรม ๑๓ ค่ำเป็นต้นไป เวลาบ่ายนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ในโรงพิธี สาวพรหมจารี

ที่มาฟังพระเจริญพระพุทธมนต์จะต้องนุ่งขาวห่มขาวนั่งในฉาก มีสายสิญจน์โยงมงคลเหมือนอย่างเจ้านายทำพิธีโสกันต์ (โกนจุก) ทรงจุดรูปเทียน เครื่องนมัสการแล้วอาลักษณ์อ่านคำประกาศสาระสำคัญในคำประกาศมีใจความว่า

การกวนข้าวทิพย์เป็นพระราชพิธีเคยทำมาแต่โบราณ ขอให้พระสงฆ์ซึ่งเจริญพระพุทธมนต์มีจิตตั้งมั่นด้วยเมตตา ยึดเอาคุณพระศรีรัตนตรัยเป็นที่พึ่งและด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยอันเป็นนิ รัตสัยบุญเขต

ขอให้เกิดสวัสดิมงคลและระงับโรคภัยแก่ผู้ได้รับพระราชทานข้าวทิพย์นี้ขอให้ เทพยดาจงนำสุราอมฤตมาเจือโปรยปรายให้คุ้มกันสรรพอันตรายทุกประการฯ ต่อไปนี้เป็นคำอธิษฐานว่าด้วยอำนาจพระมหากรุณาธิคุณ

และพระราชกุศลที่ทรงบำเพ็ญในเวลานี้ ขอให้ทรงพระเจริญ พระชนมายุยืนนาน เป็นที่เกรงขามแก่เหล่าศัตรูและขอให้ฝนตกเพียงพอ งามในเวลาที่ข้าวออกรวงผลไม้ต่างๆ

เมื่อจบคำประกาศ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ วันแรกสวดเจ็ดตำนาน วันที่ ๒ สวดสิบสองตำนาน วันที่ ๓ สวดธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร และสวดมหาสมัยสูตร รุ่งขึ้นถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ วันที่ ๓ ซึ่งตรงกับวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐

หลังจากที่พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์แล้วก็ถวายอดิเรกถวายพระพรลากลับ ต่อจากนั้นพระราชทานน้ำมหาสังข์ใบมะตูมและทรงเจริญสาวพรหมจารีทั้งหมด เฉพาะเจ้านายฝ่ายในตั้งแต่หม่อมเจ้าขึ้นไป

ส่วนสาวพรหมจารีที่เป็นหม่อมราชวงศ์ หม่อมหลวงหรือธิดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ พระราชทานน้ำด้วยพระเต้าและท้าวนางก็นำสาวพรหมจารีนั่งกวนข้าวทิพย์ซึ่งอยู่ ในพระบรมมหาราชวังนั้น

ในโรงพิธีนั้นมี ๑๐ เตา สำหรับตั้งกระทะเรียงตามยาวเป็น ๘ เตา สำหรับกวนข้าวทิพย์อีก ๒ เตา อยู่ด้านสกัดสำหรับกวนกระยาสารท หน้าเตาทั้ง ๘ นั้น ตั้งม้าวางโต๊ะตะลุ่มถุงเครื่องกวนข้างหลังเอายกพื้นต่ำกว่ากระทะหน่อยหนึ่ง

สำหรับสาวพรหมจารีนั่งกวนกระทะคู่ ตามเสาแขวนหิ้งตั้งเทวรูปมีรูป เทียน ดอกไม้ บูชาตามทิศอันเป็นหน้าที่ของมหาดเล็กต้องออกไปจุดธูปเทียนที่บูชาเทวดา ที่ต้นแถวตั้งเครื่องบูชาพานถมด้วยแก้วเครื่องทองน้อยสำหรับบูชา มีขวดน้ำส้ม นม เนย ตั้งอยู่ด้วย

ผู้กวนข้าวทิพย์ทุกคนนั่งสวมมงคลนั่งประจำที่แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทรงรินน้ำพระมหาสังข์ลงในกระทะแล้วทรงเจิมพายที่พาดอยู่ปากกระทะๆ ละ ๒ พาย ด้วยยันต์มหาอุณาโลมทุกเล่มแล้ว ทรงรินน้ำในพระเต้าศิลาจารึกอักษรและพระเต้าเทวปี

ต่อไปทั่วทุกกระทะ โปรดให้พระเจ้าลูกยาเธอทรงรินน้ำส้มและเติมเนยตามไปจนตลอดทั้ง ๒ กระทะ เสร็จแล้วพวกท้าวปลัดเทียบวิเศษ ซึ่งประจำกระทะจึงเทถุงเครื่องที่จะกวนลงไปในกระทะ

มีกะทิและน้ำตาลซึ่งเคี่ยวได้ที่แล้วสาวพรหมจารีจับพายลงมือกวน ประโคมแตสังข์ ฆ้องชัย พิณพาทย์ มโหรี พระมหาราชครูพิธีรดน้ำสังข์ทุกกระทะแล้วก็เสด็จขึ้น พอเสร็จ พระราชดำเนินกลับ พวกฝีพายก็มากวนต่อไป

ส่วนกระยาสารทอีก ๒ กระทะ ก็กวนพร้อมกันไป ผู้ที่จะได้รับพระราชทานข้าวทิพย์ก็คือ ฝีพายผู้ที่กวน คนหนึ่งๆ ควักไปได้เต็มใบพาย รุ่งเช้าเสด็จออกถวายภัตตาหารพระสงฆ์แล้วพระราชทานข้าวทิพย์แก่พระบรมวงศานุ วงศ์และข้าราชตามศักดิ์

วันออกพรรษา คือ วันสุดท้ายในการจำพรรษาของพระภิกษุสงฆ์ หรือ วันที่สิ้นสุดระยะการจำพรรษาของพระภิกษุตามวินัยบัญญัติ โดยพระวินัยบัญญัติให้พระภิกษุต้องอยู่ประจำที่

หรืออยู่ในวัดแห่งเดียวตลอดระยะเวลาถ้วน ไตรมาส ๓ เดือน ในช่วงฤดูฝน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (หรือขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ในกรณีเข้าพรรษาหลัง) ของทุกปี

วันออกพรรษา มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วันปวารณา หรือ วันมหาปวารณา โดยในวันนี้พระภิกษุสงฆ์จะทำพิธีปวารณา หรือ “ปวารณากรรม” ซึ่งพระภิกษุทั้งหลายทั้งพระผู้ใหญ่และพระผู้น้อย ต่างเปิดโอกาสอนุญาตแก่กันและกัน ยอมให้ว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้

เนื่องจากในระหว่างจำพรรษานั้นพระภิกษุบางรูป อาจมีข้อบกพร่องที่จำเป็น ต้องแก้ไข ซึ่งการเปิดโอกาสให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนได้ เป็นวิธีที่จะทำให้รู้ถึงข้อบกพร่องของตนเอง เพื่อนำข้อบกพร่อง ดังกล่าว ไปปรับปรุงในทางที่ดีขึ้น และที่สำคัญคือ การว่ากล่าวตักเตือนจะเป็นการกระทำที่เปิดเผย และไม่ถือเป็นเรื่องที่ จะมาโกรธเคืองกันภายหลังได้

การทำปวารณานี้มีปรากฏเป็นหลักฐานในพระไตรปิฎก กล่าวคือ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงประทับจำพรรษาอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี มีพระภิกษุกลุ่มหนึ่งแยกย้ายกันจำพรรษาอยู่ตามอารามรอบ ๆ นคร

พระภิกษุเหล่านั้นเกรงจะเกิดการขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันจนอยู่ไม่เป็นสุขตลอดพรรษา จึงได้ตั้งกติกาว่าจะไม่พูดจากัน (มูควัตร) จนกระทั่ง ถึงวันออกพรรษาพระภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันมหาวิหารกราบทูลเรื่องทั้งหมดให้ทรงทราบ พระพุทธเจ้าจึงทรงตำหนิว่าอยู่กันเหมือนฝูงปศุสัตว์แล้วทรงมีพระบรมพุทธานุญาตให้พระภิกษุกระทำการปวารณาต่อกัน พระองค์ทรงตรัสว่า

ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้ว ปวารณากัน ในสามลักษณะ คือด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี

การทำปวารณากรรมนี้ จะกระทำในวันสุดท้ายที่ครบ ๓ เดือน นับแต่วันเข้าพรรษา ในวันนี้พระสงฆ์ไม่ต้องทำอุโบสถกรรม (สวดพระปาติโมกข์) อย่างวันเพ็ญหรือวันสิ้นเดือนอื่น ๆ

แต่มีพระวินัยบัญญัติให้ทำปวารณากรรมแทนการสวดพระปาติโมกข์ นอกจากนี้ ปีหนึ่ง ๆ ในวัดหนึ่งจะมีปวารณากรรมได้เพียงครั้งเดียว ฉะนั้นปวารณากรรมจึงนับเป็นสังฆกรรมพิเศษ เป็นหน้าที่ บังคับให้ภิกษุทุกรูปต้องทำ

เมื่อพระภิกษุทำปวารณากรรมแล้ว ถือว่าพ้นข้อผูกพันที่ต้องอยู่ประจำ สามารถไปไหนมาไหนได้ทั่วไป ฉะนั้นจึงนิยมเรียก ปวารณากรรมนี้อย่างเข้าใจง่าย ๆ ว่า “ออกพรรษา” ปวารณากรรม หรือ การออกพรรษา มีคำกล่าวปวารณาเป็นภาษาลี ความว่า

“สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปฎิกะริสสามิ”
แปลว่า

ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ

ข้าพเจ้าขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นก็ดี ด้วยได้ยินก็ดี หรือสงสัยก็ดี ขอท่านทั้งหลายจงอาศัยความกรุณาโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนข้าพเจ้าด้วย เมื่อข้าพเจ้าสำนึกได้ จักทำคืนเสีย แล้วจักสำรวมระวังต่อไป (กล่าว ๓ ครั้ง)

การกล่าวปวารณา เท่ากับเป็นการช่วยระมัดระวังข้อประพฤติปฏิบัติที่ไม่ดีของพระรูปหนึ่งรูปใด ซึ่งเป็นการป้องกันปัญหาจากจุด เล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนจะลุกลามก่อความเสื่อมเสียไปถึงพระสงฆ์หมู่มาก

และลุกลามไปถึงพระพุทธศาสนาอันเป็นจุดศูนย์กลาง ได้ ซึ่งเป็นกุศโลบายในการจัดการโดยใช้วิธีป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการแก้ไขในภายหลัง ดังจะเห็นได้ว่า วันออกพรรษา หรือวันมหาปวารณาที่พระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายกระทำเช่นนี้ เป็นเครื่องชี้ให้เห็นวิธีการคอยสังวร คือ ตามระวัง ไม่ประมาท ไม่ยอมให้ ความเลวร้ายเกิดขึ้นได้ เหมือนล้อมรั้วไว้ก่อนที่วัวจะหาย

ธรรมเนียมปฏิบัติในวันออกพรรษา

สำหรับธรรมเนียมปฏิบัติของฆราวาสที่เกี่ยวเนื่องกันในวันออกพรรษานี้ก็ได้แก่การบำเพ็ญบุญกุศลต่าง ๆ เช่น การทำบุญตักบาตร รักษาศีล ฟังธรรม ณ วัดที่อยู่ใกล้เคียง

การทำบุญซึ่งเป็นประเพณีนิยมที่กระทำกันมานานแล้วในวันออกพรรษา คือ ตักบาตรเทโว หรือเรียกชื่อเต็มคำว่า ตักบาตรเทโวโรหนะ แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตักบาตรดาวดึงส์

ซึ่งการตักบาตรเทโวนี้ จะกระทำในวันขึ้น ๑๕ เดือน ๑๑ หรือวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ก็ได้ สุดแท้แต่จะเห็นพร้อมกัน แต่โดยส่วนมาก มักจะจัดการทำบุญตักบาตร หลังวันออกพรรษาหนึ่งวัน คือ วันแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๒

บรรยากาศการเตรียมงานประเพณีกวนข้าวทิพย์ที่วัดบ้านกระดึงทอง อำเภอบ้านด้าน

พระเดชพระคุณหลวงปู่เหลือง เมตตาออกเยี่ยมญาติโยมที่มาช่วยกันเตรียมงานประเพณี “กวนข้าวทิพย์” ในคืนวันนี้เริ่มกวน 19.00 น.

ภาพจาก เฟสบุ๊ควัดกระดึงทอง อำเภอบ้านด่าน จังหวัดบุรีรัมย์
ข้อมูลจาก พุทธะด็อทคอม

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์