เกษตรกรบุรีรัมย์เจ๋ง!!! เลี้ยงหมูแบบอินทรีย์ลดค่าปุ๋ยจาก1.2หมื่นเหลือ4พัน ทำได้ไงมาดูกัน

เกษตรกรบุรีรัมย์เจ๋ง!!! เลี้ยงหมูแบบอินทรีย์ลดค่าปุ๋ยจาก1.2หมื่นเหลือ4พัน ทำได้ไงมาดูกัน

แบ่งปัน

ศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง ติดตามผลการดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง กองทัพไทย ประจำปี 2560 ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ตามที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 ให้การสนับสนุนและดำเนินงานมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 พร้อมเยี่ยมเกษตรกรตัวอย่าง

****วันนี้(02 มิ.ย.60) พันเอกอาณัติ ปิ่นรัตนานนท์ ผู้แทนศูนย์ประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและความมั่นคง พร้อมด้วย

  • พันเอก อภิวัฒน์ เถื่อนถนอม ผู้แทนกองทัพบก
  • นาวาโทธนิต ชื่นเสมอ ผู้แทนกองทัพเรือ
  • นาวาอากาศเอกเศกศักดิ์ ว่องไว ผู้แทนกองทัพอากาศ
  • พันเอกอธิป แก้วดวงใหญ่ ผู้แทนหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย
  • พันตำรวจเอกไพฑูรย์ กุลัตถ์นาม ผู้แทนกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน
  • และพันตรี นรงค์ฤทธิ์ สบบง เลขานุการคณะชุดตรวจ


ลงพื้นที่ตรวจติดตามผลการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กองทัพไทย ประจำปี 2560 และเยี่ยมชมการดำเนินงานของนางนงค์นุช ยอดนางรอง ณ ที่ทำการโรงสีข้าวชุมชนบ้านปากช่อง หมู่ที่ 7 ต.หนองแวง อ.ละหานทราย จ.บุรีรัมย์

ที่ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 สำนักงานพัฒนาภาค 5 หน่วยทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีพันเอกบดีศร จิตต์บุญเหลือ ผู้บังคับหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 นายพรเทพ วัชกีกูล นายอำเภอละหานทราย ส่วนราชการ ชาวบ้านปากช่อง และผู้เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับ

*****สำหรับพื้นที่ตำบลหนองแวง หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 ได้คัดเลือกให้เป็นตำบลเป้าหมายในการจัดทำโครงการพัฒนาตามแนวชายแดนเมื่อปี พ.ศ.2554

โดยได้นำเกษตรกรที่สนใจจำนวน 21 คนไปศึกษาดูงานเกษตรผสมผสานที่ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 52 (จังหวัดบุรีรัมย์) และหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ 25 (จังหวัดหนองคาย)

จากนั้นได้มีการสนับสนุนกิจกรรมด้านการเกษตรอาทิ

  • การขุดสระประจำไร่นาเพื่อเป็นแหล่งน้ำต้นทุน
  • การสนับสนุนพันธุ์ปลาพืชผักสวนครัวและผลไม้เพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน
  • การส่งเสริมอาชีพการทำหมูหลุมเพื่อเพิ่มรายได้ และนำมูลสุกรไปใช้ลดต้นทุนการผลิด ลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อทำเกษตรอินทรีย์
  • การสนับสนุนโรงสีข้าวชุมชน ส่งเสริมกิจกรรมลดปริมาณขยะ
  • การจัดทำบัญชีครัวเรือนและอีกหลากหลายกิจกรรม

โดยน้อมนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไปปรับใช้ในการดำเนินงานอย่างจริงจังเห็นผลเป็นรูปธรรม

*****ด้านนางนงค์นุช ยอดนางรอง เกษตรกรที่ไปศึกษาดูงานเกิดความรู้ความเข้าใจและมุ่งมั่นนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติจนประสบผลสำเร็จ ได้เปิดเผยกับคณะกรรมการตรวจติดตามประเมินผลว่า จากสภาพเดิมเป็นหนี้สินจากการประกอบอาชีพทำนาปี

ซึ่งมีทั้งหมด 15 ไร่ ต้องประสบปัญหาคือไม่มีแหล่งน้ำ อีกทั้งราคาข้าวในแต่ละปีที่ไม่แน่นอน ต้นทุนการผลิตสูงจากการใช้สารเคมี ทำให้มีหนี้สินสะสมจำนวนกว่า 2 แสนบาท


ภายหลังจากที่ได้รับการอบรม ศึกษาดูงาน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์จากบุคคลต่างๆทำให้เกิดแรงผลักดัน จุดประกายความคิดที่จะทำเพื่อชีวิตของตนเองและครอบครัวอย่างจริงจังโดยน้อมนำศาสตร์พระราชาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เริ่มที่การลดรายจ่ายในครัวเรือน ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ และแบ่งที่นา 6 ไร่ ขุดสระ และทำเกษตรแบบผสมผสาน นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมเด่นที่เป็นต้นแบบ และเห็นเป็นรูปธรรมเป็นแบบอย่างเช่น การเลี้ยงสุกรแบบเกษตรอินทรีย์


ซึ่งผลผลิตจากการเลี้ยงคือปุ๋ยจากมูลสุกรสามารถใช้ทดแทนปุ๋ยเคมีจากเดิมจ่ายใช้จ่ายปีละ 12,000 บาท เหลือปีละประมาณ 4,000 บาท ผลผลิตก็ได้เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้มีเงินเหลือเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว มีเงินชำระหนี้สิน และที่สำคัญมีเวลาให้กับสมาชิกในครอบครัวมากขึ้นจึงทำให้ครอบครัวอบอุ่น

วิธีการเลี้ยงหมูหลุม

โดยการเลี้ยงหมูหลุมนับเป็นทางเลือกของเกษตรกร ผู้ที่มีความนิยมชมชอบการเลี้ยงสุกรโดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย เนื่องจากการเลี้ยงสุกรขุนที่เลี้ยงกันทั่วไปมีต้นทุนการเลี้ยงสูง วัตถุดิบอาหารสัตว์และปฏิชีวนะมีราคาแพง ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรประสบปัญหาขาดทุน

การเลี้ยงสุกรแบบธรรมชาติ (หมูหลุม) เน้นการใช้วัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติและในท้องถิ่นเป็นหลัก หาง่าย ราคาถูก และสามารถนำวัสดุที่เหลือใช้ต่าง ๆ กลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีก ทำให้ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงสุกรได้ค่อนข้างมาก

อีกทั้งเป็นการพึ่งพาอาศัยเกื้อหนุนซึ่งกันและกันระหว่างพืชกับสัตว์ กล่าวคือ เมื่อมีการปลูกพืชเกษตรกรสามารถใช้พืชหรือเศษพืชผัก และผลไม้ต่าง ๆ กลับมาทำเป็นอาหารหมักเลี้ยงหมูหลุมได้

ในทำนองเดียวกันพืชก็สามารถใช้ประโยชน์จากหมูหลุมได้เช่นกัน โดยการใช้วัสดุที่อยู่ในหลุมซึ่งถูกย่อยสลายและหมักโดยจุลินทรีย์กลุ่มที่ให้ประโยชน์ กลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดีนำไปใช้ปรับปรุงบำรุงดิน และเป็นอาหารของพืชได้

ช่วยทำให้การผลิตทั้งพืชและสุกรมีต้นทุนการผลิตลดน้อยลง การเลี้ยงหมูหลุมจะไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นของมูลสุกร น้ำเสีย และช่วยรักษาสภาพแวดล้อม หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีและปฏิชีวนะ ทำให้ได้เนื้อสุกรที่ปลอดภัยจากสารพิษไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและสามารถนำไปปรับใช้กับการทำการเกษตรแบบผสมผสานได้

ประโยชน์ของการเลี้ยง

  • 1.) ลดต้นทุนค่าอาหารได้ถึง 70%
  • 2.) ลดภาระการเลี้ยงหมูของเกษตรกร เนื่องจากไม่ต้องทำความสะอาดพื้นคอก
  • 3.) ลดมลภาวะของเสียจากการเลี้ยงหมู ” ไม่มีกลิ่นเหม็น ไม่มีแมลงวัน”
  • 4.) ได้ปุ๋ยอินทรีย์
  • 5.) สามารถใช้วัสดุต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติและในท้องถิ่น หาง่าย ราคาถูก
  • 6.) ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากมูลสุกรและน้ำเสีย
  • 7.) สามารถเลี้ยงในชุมชนได้ เนื่องจากไม่มีปัญหาเรื่องกลิ่นเหม็นจากมูลและแมลงวัน
  • 8.) ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการล้างทำความสะอาดคอกและบำบัดน้ำเสีย
  • 9.) มีระบบการหมุนเวียนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในคอกหรือหลุม
  • 10.) มูลและวัสดุในหลุมซึ่งถูกหมักและย่อยสลายโดยจุลินทรีย์กลายเป็นปุ๋ยหมักอย่างดีนำไปเป็นปุ๋ยให้กับพืช ปรับปรุงดินบำรุงดิน หรือจำหน่าย
  • 11.) ต้นทุนการผลิตต่ำโดยเฉพาะต้นทุนด้านอาหารสามารถลดได้ไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
  • 12.) หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือยาปฏิชีวนะ ทำให้ผลผลิตมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค
  • 13.) เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเกษตรแบบเศรษฐกิจพอเพียงและระบบเกษตรอินทรีย์

การสร้างโรงเรือนหรือคอกสำหรับเลี้ยงหมูหลุม

คอกหมูหลุมจะแตกต่างจากคอกหมูโดยทั่วไป คือ นอกจากมีผนังกั้นคอกแล้ว ยังขุดหลุมให้ลึกลงไปประมาณ 70 เซนติเมตร แล้วนำวัสดุที่ย่อยสลายได้ใส่ลงไปทดแทนดินที่ขุดออก ผนังกั้นคอกขึ้นอยู่กับเงินทุนที่ดำเนินการอาจจะใช้ไม้ไผ่ ไม้ระแนง ไม้ยูคาลิปตัส

หรืออาจจะเป็นผนังอิฐบล็อกก็ได้ โดยเน้นใช้วัสดุที่หาได้ง่าย ราคาไม่แพงเกินไป หรือผนังอาจจะเป็นแบบไหนก็ได้ที่สามารถป้องกันไม่ให้สุกรออกจากคอกได้ มีความแข็งแรง และอายุการใช้งานนานพอสมควร ไม่ต้องซ่อมแซมบ่อยครั้งเกินไป

การขุดหลุมขนาดของหลุมขึ้นอยู่กับจำนวนสุกรที่จะเลี้ยง โดยกำหนดให้สุกร 1 ตัวใช้พื้นที่เลี้ยงตั้งแต่เริ่มจนถึงขาย 1.2-1.5 ตารางเมตร การขุดหลุมจะขุดหลุมก่อนหรือหลังการสร้างโรงเรือนก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการทำงาน

วิธีการขุดหลุม

1.) วัดความยาวจากแนวเสาโรงเรือน ซึ่งจะเป็นแนวเดียวกันกับการทำผนังกั้นคอก วัดเข้าไปด้านในทั้งสี่ด้าน ๆ ละ 30 เซนติเมตร แล้วทำการขุดลงไปให้ลึก 70 – 90 เซนติเมตร (ตื้นกว่านี้ก็ได้)

หมูหลุม
http://sator4u.com/upload/pics/77100967_0_20130902-101422.jpg

2.) แบ่งครึ่งขอบหลุมส่วนที่เหลือ ทั้งสี่ด้านและทำการขุดให้ลึกลงไป 30 เซนติเมตร ขุดเป็นรูปคล้ายตัวแอล (L)

หมูหลุม
ภาพจาก http://sator4u.com/upload/pics/mulum1.jpg

3.) ใช้อิฐบล็อกก่อบนรูปตัวแอล (L) ทั้งสี่ด้าน หรืออาจจะใช้ไม้แบบตีแบบและเทคอนกรีตก็ได้ เพื่อทำเป็นเล็บคอนกรีตลงไปตามขอบหลุมเพื่อป้องกันไม่ให้สุกรใช้ปากขุดขอบหลุมพัง

4.) เทพื้นคอนกรีตทับหลังตามแนวที่จะทำผนังกั้นคอกให้ครบทุกด้าน

5.) ดินที่ขุดออกให้เก็บไว้นำไปผสมกับวัสดุอื่น ๆ เพื่อนำกลับใส่ลงไปในหลุมเช่นเดิม

หมูหลุม
http://sator4u.com/upload/pics/p05.jpg
หมูหลุม
http://sator4u.com/upload/pics/p06.jpg
หมูหลุม
http://sator4u.com/upload/pics/p07.jpg

การเตรียมพื้นที่คอกหมูหลุม

วัสดุที่ใช้ควรเป็นวัสดุที่สามารถหาได้ง่าย ราคาถูก มีอยู่ตามธรรมชาติทั่วไปหรือเศษวัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ ก็สมาราถนำกลับมาใช้ได้อีก ช่วยทำให้ประหยัดต้นทุนได้ค่อนข้างมาก วัสดุที่ใช้มีดังนี้คือ

1.) แกลบ ขี้เลื่อย หรือวัสดุทางการเกษตร ใบไม้แห้ง หญ้าแห้ง ฟางข้าวสับ เศษที่เหลือจากการเพาะเห็ด หรือขยะแห้งที่ย่อยสลายได้

2.) ดินแดงหรือดินที่ขุดออกจากหลุม

3.) ถ่านไม้

4.) เกลือเม็ด

5.) เชื้อราขาวที่ได้จากธรรมชาติที่อยู่ตามใต้ต้นไผ่ชนิดต่าง ๆ

6.) น้ำหมักจุลินทรีย์จากธรรมชาติทั้งจากพืชและสัตว์

ขั้นตอนและวิธีการทำ

1.) เตรียมหลุมให้ได้ตามขนาดและจำนวนสุกรที่จะเลี้ยง โดยให้มีความลึก 90 เซนติเมตร

2.) ชั้นที่ 1 (ชั้นล่างสุด) ใส่แกลบ ขี้เลื่อย หรือวัสดุอื่น ๆ ที่ย่อยสลายได้ ให้สูงประมาณ 35 เซนติเมตรหรือครึ่งหนึ่งของหลุม ถ้าขนาดหลุม กว้าง 3 ยาว 3 เมตร ลึก 70 เซนติเมตร จะใส่แกลบหรือขี้เลื่อยประมาณ 400 กิโลกรัม

3.) ชั้นที่ 2 ใส่ดินแดง หรือดินที่ขุดออกจากหลุม โดยใช้ 10 % ของชั้นที่ 1 หรือ 40 กก. ใส่ให้ทั่ว

4.) ชั้นที่ 3 ใส่ถ่านไม้โดยใช้ 10 % ของชั้นที่ 1 หรือ 40 กก. ถ่านไม้ควรทุบให้มีขนาดเล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ใส่ให้ทั่วทั้งหลุม

5.) ชั้นที่ 4 ใส่เกลือเม็ดโดยใช้ 1 % ของชั้นที่ 1 หรือ 4 กก. โรยให้ทั่ว

6.) ชั้นที่ 5 ใส่มูลสัตว์แห้ง (มูลอะไรก็ได้) โดยใช้ 10 % ของชั้นที่ 1 หรือ 40 กก. ใส่ให้ทั่วทั้งหลุม

7.) ชั้นที่ 6 ใส่แกลบหรือขี้เลื่อยลงไปให้เต็มทั้งหลุมอย่าให้มองเห็นขอบหลุม

8.) เมื่อใส่วัสดุทุกชนิดครบทุกชั้นแล้ว ให้รดด้วยน้ำหมักจุลินทรีย์จากธรรมชาติทั้ง และเชื้อราขาว ในอัตราส่วน 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร ผสมในบัวเดียวกัน รดให้ชุ่ม

9.) เมื่อปฏิบัติทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ทิ้งไว้ 4 วัน แล้วจึงนำหมูลงเลี้ยงได้เลย

10.) เมื่อนำหมูลงเลี้ยงแล้ว ให้ใช้น้ำหมักเชื้อจุลินทรีย์ตามข้อ 8 รดหรือราดตามตัวสุกรเพื่อล้างสิ่งปฏิกูลที่ติดมากับตัวสุกร

11.) ผสมน้ำหมักจุลินทรีย์ในน้ำดื่มเพื่อให้สุกรดื่มกิน อัตราส่วนตามที่ระบุในแต่ละชนิด

12.) จัดสภาพแวดล้อมและโรงเรือนให้โปร่งและระบายอากาศได้ดี

การจัดการเลี้ยงดู

การนำลูกหมู ควนมีน้ำหนักตั้งแต่ 15-20 กก.

ในช่วงเดือนแรกให้ใช้อาหารเม็ดหมูอ่อนก่อน หลังจากนั้นเมื่อเป็นหมูรุ่น (น้ำหนัก 30-40 กก.) ค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารผสมพวกรำ ปลายข้าว และผสมพืชหมัก เศษผักหรือผักต่าง ๆ ในท้องถิ่น

น้ำดื่มให้ใช้น้ำหมักสมุนไพร น้ำหมักผลไม้ อัตรา 2 ช้อนโต๊ะต่อน้ำ 10 ลิตร

ใช้น้ำหมักชีวภาพรดพื้นคอก สัปดาห์ละครั้งเพื่อช่วยลดกลิ่น

หากขี้เลื่อยหรือกลบยุบตัวลงให้เติมเข้าไปใหม่จนเสมอปากหลุม

สูตรอาหารหมักสำหรับหมูหลุม

วัตถุดิบ

1.) พืชสีเขียวหรือผลไม้ 100 กิโลกรัม

2.) น้ำตาลทรายแดง 4 กิโลกรัม

3.) เกลือเม็ด 1 กิโลกรัม

วิธีการทำ

1 นำผลไม้หรือพืชผักสีเขียวที่เหลือใช้จากครัวเรือนหรือการเกษตร เช่น หยวกกล้วย บอน ปอสา พืชสีเขียวหรือเศษผักต่าง ๆ นำมาสับให้ละเอียด 2 นำน้ำตาลทราบอดงและเกลือเม็ดโรยคลุกเคล้าให้เข้ากัน 3 เอาบรรจุลงในถังหมักโดยให้มีพื้นที่ว่างเหลือ 1 ใน 3 ส่วนของถัง ปิดด้วยกระดาษที่อากาศผ่านเข้าออกได้หมักไว้ 7 วัน ถ้าอากาศร้อน 5 วัน ก็ใช้ได้

วิธีการใช้

นำส่วนพืชหมักผสมกับรำข้าวอ่อนและปลายข้าวในอัตราส่วน พืชหมัก : รำอ่อน : ปลายข้าว : เท่ากับ 2 : 2 : 1 ให้หมูกินวันละ 2 มื้อ เช้า เย็น ส่วนน้ำที่ได้จากการหมักก็นำมารดคอกหมู เพื่อลดกลิ่นหมูได้

ที่มา @ หนังสือข้อมูลเทคโนโลยีเพื่อมการสนับสนุนภาคการผลิตฯ , สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง , ฐานเรียนรุ้และองค์ความรู้ทางการเกษตร สำนักวิจัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ http://www.sator4u.com/

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์