เปิดตำนาน”นายฮ้อย” อีสาน จากอาชีพพ่อค้าที่ราบสูงอันลือลั่น สู่ปลายปากกากวีซีไรต์

เปิดตำนาน”นายฮ้อย” อีสาน จากอาชีพพ่อค้าที่ราบสูงอันลือลั่น สู่ปลายปากกากวีซีไรต์

แบ่งปัน

หลายคนคงกำลังอินกับละคร “นายฮ้อยทมิฬ” ที่ออกอากาศผ่านทางช่อง 7 สี ซึ่งก็กวาดเรตติ้งไปอย่างท่วมท้น วันนี้ BURIRAM WORLD : มหานครอีสานใต้ เซราะกราวออนไลน์ 24 ชม. จะพาไปรู้จักอาชีพที่เป็นที่มาของเนื้อเรื่องหลักอย่าง “นายฮ้อย” ก่อนจะไปสู่ปลายปากกาของกวีซีไรต์อย่าง “คำพูน บุญทวี” เจ้าของผลงานสุดโด่งดัง “ลูกอีสาน” กันครับ

นายฮ้อย คือเรื่องราวของกลุ่มพ่อค้า ที่มีบทบาทอย่างยิ่ง ในท้องถิ่นภาคอีสาน โดยเฉพาะนายฮ้อยวัว-ควาย นับเป็นตำนานอีกบทหนึ่ง ที่ไม่ได้มีเฉพาะบทบู๊ หากแต่เต็มไปด้วย การสะสมองค์ความรู้ และภูมิปัญญา เกี่ยวกับวัวควาย และการค้าขาย เบญจวรรณ วงศ์คำ เสนอเรื่องราวของนายฮ้อย ท่ามกลางกระแส การเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน

เมื่อเอ่ยคำว่า ‘นายฮ้อย’ หลายคนคงมีภาพ ‘นายฮ้อยเคน’ ในละครเรื่องดัง ‘นายฮ้อยทมิฬ’ ชายชาตินักเลงที่เป็นหัวหน้าขบวนต้อนวัว-ควายฝูงใหญ่ไปขายยังต่างถิ่น ต้องพบเจออุปสรรคต่างๆ ระหว่างทางมากมาย ซึ่งภาพในชีวิตจริงของพ่อค้าวัว-ควาย ภาคอีสานสมัยก่อนมีวิถีชีวิตไม่ต่างกันนัก เพียงแต่ในละครอาจมีการสอดแทรกเรื่องราวสีสันเพื่อเพิ่มความสนุกสนานตื่นเต้นเพื่อชวนให้ติดตามมากกว่าบ้างเท่านั้น

ตำนานของคนและสัตว์

อันที่จริงคำว่า ‘นายฮ้อย’ เป็นภาษาท้องถิ่นภาคอีสานที่เรียกกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทในการค้าขาย และมักเรียกตามชื่อประเภทสินค้า ดังนั้นกลุ่มคนที่ค้าขายวัว-ควาย จะถูกเรียกขานว่า นายฮ้อยวัว-ควาย

แต่อาจเพราะนายฮ้อยวัว-ควาย มีบทบาทสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนอีสานใกล้ชิดมากกว่ากลุ่มพ่อค้าสินค้าประเภทอื่นๆ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ของชาวอีสานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ชาวบ้านมีการเลี้ยงวัว-ควาย เป็นอาชีพที่ควบคู่กันมากับการทำนา ทำไร่

วัว-ควาย จึงเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความสำคัญต่อชุมชน ทั้งในสถานะปัจจัยการผลิต คือแรงงานไถนา ผลิตปุ๋ยคอก เป็นพาหนะอำนวยความสะดวกในการเดินทางคมนาคมขนส่ง เป็นสิ่งแสดงถึงสถานะทางสังคม เป็น ‘มูลมัง’ (สมบัติ) สำหรับลูกหลานเวลาแต่งงานมีเหย้ามีเรือนแยกครอบครัวเป็นของตนเองและเป็นสินค้าที่สามารถขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

นายฮ้อยเข้ามามีบทบาทมากใน ‘การซื้อ-ขาย’ นี้เอง เพราะสภาพสังคมแต่เดิม การขายวัว-ขายควาย ในท้องถิ่นเป็นไปได้ยาก ทั้งนี้เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ต่างก็เลี้ยงวัว-ควาย เหมือนๆ กัน ‘ตลาดวัว-ควาย’ ในขณะนั้นอยู่ในถิ่นภาคกลาง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางยาวนานรอนแรมหลายเดือน ดังนั้นการจะนำวัว-ควาย ไปขายจึงต้องอาศัยการรวมตัวเดินทางกันเป็นหมู่คณะเพื่อความปลอดภัย และจากการเดินทางในลักษณะนี้เองได้บ่มเพาะประสบการณ์ให้กับกลุ่มชาวบ้านที่นำวัว-ควาย ไปค้าขาย กลายเป็นตำนาน ‘นายฮ้อย’ ในเวลาต่อมา

พ่อเฒ่าสัว อาสา วัย 73 ปี อดีตนายฮ้อยแห่งบ้านหาญฮี ตำบลดอนแรด อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เล่าว่า ในช่วงที่เป็นนายฮ้อยจะต้อนวัว-ควายไปค้าขายที่จังหวัดชลบุรี โดยจะออกเดินทางภายหลังจากการเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว คือประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับ แต่ละครั้งประมาณ 3 เดือน

ในกลุ่มนายฮ้อยจะมีการจัดลำดับของนายฮ้อย ตัวพ่อเฒ่าสัวเองเป็นนายฮ้อยที่อยู่กลุ่มของนายฮ้อยใหญ่ชื่อ ‘นายฮ้อยดี นธีนาม’ แต่ละครั้งจะรวมกลุ่มกันประมาณ 50 คน วัว-ควาย รวมๆ เป็นพันตัว จะมีการกำหนดจำนวนวัว-ควาย ที่แต่ละคนจะนำไป นายฮ้อยใหญ่จะนำไปได้ 20 ตัว นายฮ้อยลูกน้อง จะนำไปได้คนละ 14 ตัว

“ในช่วงนั้น นายฮ้อยเริ่มทำหน้าที่เป็นพ่อค้าแล้ว ต้องลงทุนซื้อวัว -ควายเอง ครั้งหนึ่งประมาณ 4,000-5,000 บาท ได้กำไรเที่ยวหนึ่งประมาณ 3,000 บาท ซึ่งก็ถือว่าเยอะ หากจะขาดทุนก็เพราะถูกขโมยวัว-ควาย ระหว่างทางเท่านั้น อดีตนายฮ้อยสัว บอก

ความยากลำบากของการเดินทางและเพื่อให้การเดินทางแต่ละครั้งสามารถขายวัว-ควาย ได้เงินกลับมาบ้าน นายฮ้อย จึงต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในการดูลักษณะสัตว์ที่เป็นมงคล-อัปมงคล หรือลักษณะสัตว์ที่เลี้ยงโตเร็ว มีความรู้เทคนิคในการเลี้ยงสัตว์และการดูแลป้องกันรักษาโรคสัตว์ รวมทั้งการประเมินราคาและการต่อรองการค้าขายวัว-ควาย ด้วยบทบาทดังกล่าวคนในชุมชนจึงให้ความเชื่อถือเป็นภูมิปัญญาทางด้านนี้ของชุมชนตลอดมา

ประสงค์ ยมนัตถ์ หัวหน้าโครงการวิจัย การศึกษาภูมิปัญญานายฮ้อยวัว-ควาย ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ โดยการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สำนักงานภาค (สกว.ภาค) กล่าวว่า จากการศึกษาบทบาทของนายฮ้อยวัว-ควาย ในแถบ อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด พบว่าบทบาทของนายฮ้อยมีความเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมค่อนข้างมาก

นายฮ้อยนักเลงโต เป็นรุ่นแรก ช่วงปีพ.ศ.2475-2505 นายฮ้อยรุ่นนี้ ภาษาชาวบ้านก็ต้องบอกว่า ติดจะเป็น ‘นักเลงโต’ อยู่ในตัวพอสมควร สูงด้วยวัยวุฒิและคุณวุฒิ มีประสบการณ์ในทางการค้า มีความเป็นผู้นำที่ผู้อื่นยอมรับและให้เครดิตการซื้อขายวัว-ควาย จากเจ้าของเป็นอย่างดี จะต้องคุมกองทัพวัว-ควาย ลูกน้องอีกจำนวนมากไปขายยังเมืองล่าง (ภาคกลาง)

และยังเป็นผู้ที่มีเครือข่ายนายฮ้อยด้วยกันที่พึ่งกันและกันตลอด มีประเพณีการไปยามเสี่ยว (เยี่ยมเพื่อน) ที่ต้องปฏิบัติตลอดเวลากับเพื่อนเครือข่ายนายฮ้อยผู้ทำอาชีพค้าขายวัว-ควาย ด้วยกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร แหล่งสินค้า ที่สำคัญที่สุดรู้จักเทคนิคการค้าขายการต่อรองราคา

รุ่นต่อมาถือเป็นนายฮ้อยรุ่นกลาง อยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2505-2520 เป็นยุคการเปลี่ยนแปลงการค้าขายวัว-ควาย เริ่มมีถนนหนทางการคมนาคมสะดวก จึงไม่จำเป็นต้องไล่ต้อนไปขายที่ภาคกลาง แต่มีการใช้รถบรรทุก หรือไม่ก็จะมีพ่อค้าจากภาคกลางขึ้นมาซื้อแล้วขนไปขายเอง ทำให้บทบาทนายฮ้อยวัว-ควาย จำกัดบทบาทอยู่ในท้องถิ่นเป็นหลัก เปลี่ยนบทบาทเป็นการนำวัว-ควาย จากนอกพื้นที่เข้ามาขายในตลาดนัดวัว-ควาย และขายไปนอกพื้นที่ แต่เครือข่ายของนายฮ้อยด้วยกันเองก็ยังมีความจำเป็นและมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่องอยู่

ในขบวนการค้าขายของนายฮ้อยรุ่นนี้ เมื่อมีการซื้อขายวัว-ควาย จะมีการกำหนดจุดนัดพบกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นหรือที่มาของตลาดนัดวัว-ควาย ในท้องถิ่น นายฮ้อยรุ่นนี้ก็ยังเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ทั้งการดูลักษณะสัตว์ การเลี้ยงดูและรักษาโรคสัตว์ การค้าขายเน้นวัว-ควายที่นำไปใช้งานเป็นหลัก

‘ความเจริญ’ ผลกระทบภูมิปัญญาดั้งเดิม

แม้ว่านายฮ้อยจะสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนอีสานมาเนิ่นนาน แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป ภาพนายฮ้อยแบบเดิมดังนายฮ้อย ‘เคน’ หรือนายฮ้อยยุคแรกๆ ก็เริ่มเลือนหายไป มีภาพของนายฮ้อยรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่

เสริม

ตามธรรมเนียมของพวกพ่อค้าควาย พ่อค้าวัว ต้องมีวัวต่างสำหรับบรรทุกสัมภาระบางอย่างไปด้วย ๒ – ๓ ตัว พ่อค้าแต่ละพวก จะต้องมีหัวหน้านำหมู่คณะหนึ่งคน เรียกกันว่า ?นายฮ้อย? สำหรับนายฮ้อยนั้น ต้องเป็นผู้รับผิดชอบของหมู่คณะทุกประการ ประกอบด้วยลักษณะดังนี้ คือ

๑ ) เป็นผู้ชำนาญทาง

๒ ) เป็นผู้พูดจาคล่องแคล่ว

๓ ) เป็นผู้รู้กฎหมายระเบียบและประเพณีของท้องถิ่นนั้น ๆ เป็นผู้มีปัญญา ความฉลาดในการติดต่อสังคม ในการซื้อขาย ในการรักษาทรัพย์ ในการรักษาชีวิตเป็นต้น

๔ ) เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต โอบอ้อมอารี มีเมตตาจิต ไม่เห็นแก่ประโยชน์ตน ไม่คดโกง ฉ้อฉล เบียดบังเอาเปรียบในลูกน้องของตน

๕ ) เป็นผู้มีความแกล้วกล้าสามารถอาจหาญ มีการยอมเสียสละ ต่อสู้เหตุการณ์โดยไม่หวั่นไหว

๖ ) เป็นผู้เก่งทางอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออก ฟันแทงไม่เข้า ตีไม่แตก จับไม่อยู่ เป็นต้น

๗ ) เป็นผู้ฉลาดในการวางแผน เช่น จะออกเดินทางในเวลาใด ควรจะให้ใครออกก่อน อยู่ท่าม และอยู่ตามหลัง พักกลางวันและพักค้างคืนที่ใด จะให้น้ำให้หญ้าแก่สัตว์อย่างไร ไปช้าไปเร็วขนาดใด เป็นต้น

๘ ) เป็นผู้รู้จักสอดส่องมองรู้ทันท่วงทีต่อเหตุการณ์ที่จักเกิดขึ้น

นี่คือ ลักษณะผู้เป็นนายฮ้อย ผู้ที่จะเป็นนายฮ้อยนั้น ไม่มีการหาเสียงอย่างผู้แทนราษฎร หรือนักการเมืองทั้งหลาย เป็นความเห็นดีเห็นชอบของเพื่อนฝูง หรือเฒ่าแก่บ้านเมือง โดยเพื่อนฝูงหากขอร้องให้เป็น และพร้อมกันยกยอกันขึ้น ครั้นแล้วก็ต้องเคารพนับถือเชื่อฟังกัน ร่วมทุกข์ร่วมสุขกัน ร่วมเป็นร่วมตายกัน

สมัยนั้นพวกพ่อค้าวัว พ่อค้าควาย ต้องไล่ต้อนสัตว์ลงไป จะต้องผ่านเขตเขาใหญ่ ซึ่งมีมหาโจรเขาใหญ่คอยสกัดทำร้ายเป็นประจำ ด่านผู้ร้ายที่สำคัญขนาดเขตอันตรายสีแดง ก็คือ ?ปากช่อง? ?ช่องตะโก? พวกพ่อค้าทั้งหลายจะขี้ขลาดตาขาวลาวพุงดำไม่ได้ ต้องกล้าเก่ง ฮึกหาญ เตรียมต่อสู้ทุกคน ไม่เขาก็เรา ขึ้นชื่อว่าลูกผู้ชาย ต้องบุกให้ผ่านพ้นอันตรายให้จนได้ นายฮ้อยต้องมีปืนมีดาบติดตัวเสมอ เมื่อมีเวลาเหตุการณ์ ต้องออกหน้าออกตาในการต่อสู้ ถ้านายฮ้อยดีก็ปลอดภัยทั้งขาไปขากลับ

เมื่อเวลาขากลับนั้น จวนจะถึงบ้านแล้ว ต้องพักแรมในสถานที่ใดที่หนึ่งก่อน แล้วส่งข่าวไปหาทางบ้าน ว่าพรุ่งนี้จะได้เดินทางกลับมาถึงบ้านเวลาประมาณเท่านั้น ก่อนจะถึงบ้านประมาณ ๒ – ๓ ก.ม. จะต้องจุดประทัดหรือยิงปืนเป็นเครื่องสัญญาณ ฝ่ายพี่น้องลูกเมียได้ยินสัญญาณแล้วก็เตรียมตัวออกไปต้อนรับห่างจากบ้านประมาณ ๑ ก.ม.

ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็มีบรรณาการฝากต้อนกันโดยความร่าเริงบันเทิงใจ ฝ่ายภรรยาบางคนถึงกับน้ำตาคลอเลย เพราะความปลื้มปีติที่ได้พบหน้าสามีของตน พวกพ่อค้าทั้งหลายมักจะเตรียมเสื้อผ้า ขนม ประทัด มาแจกลูกหลานของตนในเวลานั้น พวกเด็ก ๆ เวลาได้รับของแจกก็ดีใจใหญ่ เดินจุดประทัดกลับบ้านสนั่นหวั่นไหว ข้าพเจ้าเองก็เคยไปต้อนรับลุงกับเพื่อน ๆ เหมือนกัน

สำหรับการเอาวัวควายไปขายในสมัยนั้น ได้ยินผู้ที่เคยไป เล่าให้ฟังว่า การเดินไปกว่าจะถึงแหล่งขาย ลำบากมาก บางครั้งเกิดวัวควายเจ็บป่วยล้มตายจนขาดทุนป่นปี้ก็มี หรือวัวควายเกิดเจ็บป่วยแล้วรักษานานหาย ต้องขายขาดทุนก็มี บางครั้งเกิดโจรผู้ร้ายวางแผนแย่งชิงเอาไปก็มี บางครั้งเกิดการต่อสู้กับพวกผู้ร้าย ถูกบาดเจ็บไปก็มี เกิดต่อสู้กันถึงตายก็มี บางครั้งเกิดไปผ่านอหิวาตกโรค หรือ ฝีดาษ ซึ่งกำลังเกิดระบาดระหว่างทาง โดยมากมักเป็นบ่อยที่โคราช เกิดป่วยหรือตายด้วยโรคระบาดนั้นก็มี

ฝ่ายพ่อแม่พี่น้องเพื่อนฝูงและลูกเมียที่อยู่ทางบ้าน เป็นห่วงในผู้ที่จากไปมากที่สุด คอยฟังข่าวคราวสุขทุกข์ของผู้จากไปอยู่ทุกวิถีทาง และคอยการกลับว่าวันไหนหนอจะโผล่หน้ามาถึงบ้าน คอยแล้วคอยเล่าจนเป็นจินตนาคติพังเพยว่า ?เหมือนนกยางคอยปลา เหมือนนกกะทาคอยปลวก เหมือนลูกรวกอยู่น้ำคอยท่าหมู่ฝน?

เว็บไซต์ว่าด้วยศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา อธิบายว่า “นายฮ้อย” เป็นภาษาท้องถิ่นอีสานที่เรียกกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทในการค้าขายซึ่งเรียกตามชื่อประเภทสินค้า

ดังนั้น คนที่ค้าขายวัวควาย จึงถูกเรียกขานว่า นายฮ้อยวัวควาย และนายฮ้อยวัวควายนี่เองที่มีบทบาทสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวิถีชีวิตอีสานมากกว่ากลุ่มพ่อค้าสินค้าอื่น จากสภาพความเป็นอยู่ของชาวบ้านที่เลี้ยงวัวควายเป็นอาชีพควบคู่กับทำนาทำไร่ วัวควายจึงมีความสำคัญทั้งในสถานะปัจจัยการผลิต คือแรงงานไถนา ผลิตปุ๋ยคอก เป็นพาหนะคมนาคมขนส่ง เป็นสิ่งแสดงถึงสถานะทางสังคม และเป็นสินค้าที่สามารถขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัว

ตลาดวัวควายของยุคนั้นอยู่ในถิ่นภาคกลาง ต้องใช้เวลารอนแรมหลายเดือน การจะนำวัวควายไปขายจึงต้องอาศัยการรวมตัวกันไปเพื่อความปลอดภัย และการเดินทางนี้เองได้บ่มเพาะประสบการณ์

กลายเป็นตำนานนายฮ้อยในเวลาต่อมา ความยากลำบากของการเดินทาง และเพื่อให้แต่ละครั้งสามารถขายวัวควายได้เงินกลับบ้าน นายฮ้อยจึงต้องเป็นผู้มีความรู้สารพัดเรื่องสัตว์ รวมทั้งการประเมินราคาต่อรองค้าขาย ด้วยบทบาทดังกล่าวชุมชนจึงให้ความเชื่อถือ เป็นภูมิปัญญาของชุมชนตลอดมา

ยังมีข้อมูลจากซองคำถาม นิตยสารสารคดี ซึ่งได้จากเว็บไซต์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ว่า ทุกปีราวเดือนสองเดือนสาม (มกราคม-กุมภาพันธ์) หลังเก็บเกี่ยวข้าว นายฮ้อยจาก “เมืองบน” หรือดินแดนที่ราบสูงโคราช แถบขอนแก่น โคราช ชัยภูมิ จะเริ่มออกหาซื้อวัวควายจากหมู่บ้านต่างๆ

และเมื่อรวบรวมได้ 400-500 ตัว หรือบางคราวอาจถึง 1,000 ตัว ก็จะเริ่มเดินทางพร้อมกองคาราวานเกวียน บรรทุกสัมภาระ ข้าวปลาอาหาร และลูกน้องไม่น้อยกว่า 10 คน ถ้าเป็นฝูงใหญ่อาจต้องใช้คนนับร้อยไล่ต้อนลงมาขายที่ “เมืองล่าง” หรือดินแดนที่ราบลุ่มภาคกลางแถบลพบุรี สระบุรี อยุธยา มาถึงราวเดือนสี่เดือนห้า (มีนาคม-เมษายน) เริ่มฤดูกาลไถหว่านทำนาพอดี

ระหว่างการเดินทางรอนแรมกลางป่าเปลี่ยวเสี่ยงอันตราย เผชิญอุปสรรคนานัปการ นายฮ้อยต้องรับผิดชอบดูแลทุกชีวิตทั้งคนและฝูงวัวควายที่เสี่ยงต่อการถูกปล้นสะดมระหว่างทาง ต้องปกครองคนได้

เป็นผู้นำที่ได้รับการยอมรับนับถือจากทุกคน กล้าหาญ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว สามารถจัดการฝูงวัวควายนับร้อยนับพันตัวได้ โดยจะแบ่งออกเป็นฝูงย่อย ฝูงละ 80-100 ตัว มีคนคุมต้อน 9-12 คน มีหัวหน้าหนึ่งคน แต่ละกลุ่มย่อยเรียกว่า “หนึ่งพาข้าว”

เส้นทางไล่ต้อนเริ่มต้นจากขอนแก่น นครราชสีมา ผ่านช่องเขาต่างๆ ในแนวเทือกเขาพังเหย จ.ชัยภูมิ เช่น ช่องสำราญ ช่องตานุด ช่องลำพญากลาง หรือช่องตะพานหิน เป็นต้น ผ่านเข้าสู่ประตูภาคกลางที่ อ.ลำสนธิ จ.ลพบุรี หยุดแวะขายที่บ้านโคกสลุง อ.พัฒนา นิคม ลพบุรี เป็นแห่งแรก โดยนายฮ้อยจะเข้าไปแจ้งข่าวให้คนในหมู่บ้านแวะมาดูมาซื้อวัวควาย จากนั้นจะตระเวนขายไปจนสิ้นสุดเส้นทางที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี กว่าจะหมดบางครั้งใช้เวลาร่วมเดือนหรือ 2 เดือน

รวมเวลาเดินทางกลับแล้วกว่าครึ่งปีที่พวกเขาต้องจากบ้านมาใช้ชีวิตรอนแรมห่างไกลจากครอบครัว ทว่าสิ่งที่พวกเขานำมาพามาด้วยพร้อมกับคาราวานวัวควาย คือวัฒนธรรมจากอีสาน โดยมีนายฮ้อยเป็นสื่อเชื่อมกับอารยธรรมในภาคกลาง

ปรากฏร่องรอยให้เห็นผ่านขนบธรรมเนียม ประเพณี การแต่งกาย อาหารการกิน ภาษาพูด ของกลุ่มคนที่หลากหลายแถบลพบุรี สระบุรี แต่เกือบ 30 ปีแล้วที่ภาพกองคาราวานนายฮ้อยไล่ต้อนฝูงวัวควายหายไป ภายหลังที่มีเส้นทางรถยนต์เข้ามาแทนที่ ฝูงวัวควายที่ต้อนมาขายยังตลาดนัดวัวควายทุกวันนี้จึงมาพร้อมกับรถบรรทุก

สำหรับนายฮ้อยในอีกแง่มุนหนึ่งของ “เกรียนประวัติศาสตร์” ระบุไว้ดังนี้

นายฮ้อย : พ่อค้าท้องถิ่นอีสานกับบทบาทการค้าขายในอดีต ( พ.ศ. ๒๓๘๙ – ๒๕๐๔ )

นายฮ้อย หมายถึง ผู้ที่เป็นหัวหน้าในการค้าขาย เป็นผู้ที่มีบารมี มีอำนาจรู้จักเส้นทางการค้าขายเป็นอย่างดีเป็นที่เกรงขาม และชาวบ้านให้ความนับถือ

สาเหตุที่เรียกนายฮ้อยเนื่องจากในสมัยก่อนนั้นรูปแบบของการค้ามีทั้งแบบแลกเปลี่ยนสิ่งของต่อสิ่งของและการใช้เงินตรา การใช้ในสมัยก่อนนิยมใช้เงินเหรียญเป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนการเก็บรักษาเงินของพ่อค้าในสมัยนั้นใช้ผ้าเย็บเป็นถุงขนาดกว้างพอเหมาะกับความกว้างของเงินเหรียญแล้วเอาเงินเหรียญบรรจุลง ชาวบ้านเรียกถุงเงินแบบนี้ว่า

ถุงไถ่

เวลาพ่อค้าเดินทางไปค้าขายก็มักจะเอาถุงไถ่ร้อยเป็นพวงสอดเข้าแขนบางทีก็พันไว้รอบเอว หรือไม่ก็เอาคล้องไว้ที่คอม้าพ่อค้าที่พกเงินถุงไถ่ไปค้าขายจึงถูกเรียกว่า นายร้อย ในเวลาต่อมาคนไทยอีสานออกเสียง

เป็น

จึงทำให้ออกเสียงจาก ร้อย เป็น ฮ้อย นี้คือลักษณะของนายฮ้อยและที่มาของคำว่านายฮ้อย

ในส่วนของสาเหตุที่มีนายฮ้อยเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายและผลประโยชน์ของชาวอีสานที่ได้จากนายฮ้อยนั้นตลอดจนถึงการหมดบทบาทลงของนายฮ้อยซึ่งผู้เขียนจะได้อธิบายดังต่อไปนี้

นายฮ้อยเป็นอาชีพพ่อค้าที่ทำการเดินทางไปค้าขายยังตางแดนเส้นทางการค้าขายทั้งทางบกและทางน้ำ การค้าขายของนายฮ้อยนั้นจะเรียกชื่อนายฮ้อยตามสิ่งที่นายฮ้อยทำการค้าขาย เช่น ถ้าค้าขายกระบือก็จะเรียกว่านายฮ้อยกระบือ

ถ้าค้าเกลือก็จะเรียกนายฮ้อยเกลือ ค้าหมูก็จะเรียกว่านายฮ้อยหมูเป็นต้น อาชีพค้าขายโดยพ่อค้าชาวอีสานที่ทำการไปค้าต่างหรืออาชีพนายฮ้อยนั้นเริ่มมีมาตั้งแต่หลังจาก ปี พ.ศ. 2398 กล่าวคือตังแต่ช่วงที่รัฐบาลได้ทำสนธิสัญญาทางการค้ากับประเทศอังกฤษหรือที่เรียกกันว่าสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง

หลังจากที่ได้ทำสนธิสัญญาทำให้เศรษฐกิจไทยได้เปลี่ยนจากระบบแบบเลี้ยงตัวเองกลายมาเป็นระบบเศรษฐกิจเพื่อการค้า

กล่าวคือระบบแบบเลี้ยงตัวเองนั้นระบบการค้าภายในประเทศจะอยู่ในขอบเขตที่แคบส่วนใหญ่จะเป็นการแลกสิ่งของต่อสิ่งของและการใช้แรงงานก็ยังไม่มีแพร่หลาย แต่หลังจากที่ได้สนธิสัญญาแล้วก็ทำให้รูปแบบการผลิตเปลี่ยนไปทำให้การผลิตเพื่อการค้าในประเทศเพิ่มขึ้น

ระบบการผลิตเพิ่มขึ้นก็ทำให้ต้องการแรงงานเพิ่มมากขึ้นสภาพเศรษฐกิจในส่วนกลางขยายตัวอย่างกว้างขวางและมีการลงทุนมากขึ้นจึงส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคด้วย

โดยเฉพาะในภาคอีสานนั้นสภาพเศรษฐกิจยังเป็นแบบเลี้ยงตัวเองการผลิตมีปริมาณไม่มากและลู่ทางในการหาเงินก็มีน้อย จึงทำให้ชาวอีสานลงมาทำนารับจ้างในแถบภาคกลางปีละหลายพันคน

ในการเดินทางเพื่อที่จะไปรับจ้างทำนาก็จะมีผู้ที่นำทางลงไปยังภาคกลาง ก็คือนายฮ้อย ในช่วงที่การคมนาคมยังไม่ดีเท่าที่ควรนั้นกล่าวคือในช่วงที่ยังไม่มีเส้นทางรถไฟนายฮ้อยจะพาแรงงานรับจ้างนี้ลงไปพร้อมกับฝูงวัวควายที่ตนต้อนลงไปขาย

โดยนายฮ้อยคนหนึ่งจะคมคนตั้งแต่ ๑๗ ถึง๑๒0 คนโดยนายฮ้อยจะได้รับค่าตอบแทน ต่อรายหัวตังแต่ประมาณ ๒ ถึง ๑0 บาท อาชีพนายฮ้อยจึงเป็นอาชีพที่ทำรายได้ดี

การค้าขายโดยทั่วไปในภาคอีสานนั้น การค้าขายถือเป็นอาชีพที่สำคัญอย่างหนึ่งของชาวอีสานที่ควบคูไปกับการการเพาะปลูกเลี้ยงสัตว์ เมื่อเสร็จจากฤดูเก็บเกี่ยวแล้วชาวนาจะมีเวลาว่างถึงหกเดือนในช่วงนี้เป็นโอกาสให้ชาวนาแสวงหารายได้เพื่อมาจุนเจือครอบครัว และเสียภาษี ด้วยเวลาที่ว่างเว้นจากการทำนานี้เองจึงทำให้นายฮ้อย ทำการรวบรวมทุนออกหาซื้อสินค้าตามหมู่บ้านต่างๆสินค้าที่ซื้อดังเช่น ผลเร่ว ครั่ง เขาสัตว์หมู วัว ควาย เป็นต้น นายฮ้อยคนเดียวจะค้าขายสินค้าเฉพาะอย่างเท่านั้น

ความคิดและความเชื่อของนายฮ้อยอีสานในเรื่องของความคิดของนายฮ้อยเกี่ยวกับการค้านั้นไม่มีการพัฒนารูปแบบให้ดีขึ้นเท่าที่ควร เนื่องจากนายฮ้อยที่เดินทางไปค้าขายต่างแดนนั้นจะไม่นิยมซื้อสินค้ากลับมาขายยังถิ่นที่ตนอาศัยอยู่ แต่จะซื้อเพียงของฝากติดมือมาเท่านั้น เนื่องจากนายฮ้อยอีสานไม่นิยมการค้าขายเพื่อมุ่งสร้างกำไรและมุ่งเร่งสร้างทุน

แต่ส่วนใหญ่แล้วนายฮ้อยจะเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทเป็นผู้ได้นำเอาวัฒนธรรมจากต่างถิ่นเข้ามาเห็นได้จากการที่นายฮ้อยได้นำเอาวัฒนธรรมต่างๆจากภาคกลางเข้ามา เช่น ภาษาพูด ค่านิยม หรือแนวคิดใหม่ๆ

ทำให้วัฒนธรรมเหล่านี้ได้แพร่ขยายเข้าสู่ภาคอีสานและการที่นายฮ้อยได้ต้อนวัวควายไปค้าขายที่ภาคกลาง และการที่ชาวอีสานได้มีโอกาสทำการติดต่อค้าขายหรือไปรับจ้างทำนาในภาคกลางโดยการที่นายฮ้อยได้นำพาไปนั้น จึงเป็นการแลกเปลี่ยนทั้งทางสังคมและวัฒนธรรมในเวลาต่อมาได้เด่นชัดมากขึ้น

ส่วนในเรื่องของความเชื่อของนายฮ้อย นายฮ้อยจะมีความเชื่อทางไสยศาสตร์ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ความเชื่อส่วนใหญ่จะออกมาในรูปของเครื่องรางของขลัง ฤกษ์ยาม ผีสางเทวดา

เห็นได้จากการที่จะเคลื่อนขบวนคาราวานในแต่ละครั้งนายฮ้อยจะประกอบพิธีทางไสยศาสตร์เพื่อเป็นศิริมงคลทุกครั้งเช่น มีการทำพิธิบายศรีสูตรขวัญให้แก่นายฮ้อยและผู้ที่ติดตามตลอดจนฝูงควาย

การสิ้นสุดของบทบาทของนายฮ้อย บทบาทของนายฮ้อยเริ่มเสื่อมลงเนื่องมาจากการคมนาคมมีความสะดวกสบายขึ้น กล่าวคือมีเส้นทางรถไฟผ่าน การคมนาคมถางบกเริ่มมีความทันสมัยขึ้นคนเริ่มนิยมทำการค้าขายโดยใช้รถไฟเป็นหลักเพราะมีความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาในการขนส่งแทนที่จะเดินเป็นคาราวานต้อนวัวควายไปขาย

ก็เปลี่ยนมาเป็นต้อนขึ้นรถไฟไปขายก็จะสะดวกมากกว่า และในช่วงหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ รัฐบาลได้ทำการสนับสนุนให้มีการคมนาคมทางบกอย่างเต็มที่ นี่เป็นสาเหตุที่ต้องทำให้นายฮ้อยเริ่มสูญหายไป

สรุป ภาคอีสานในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือในช่วงก่อนการคมนาคมจะมีความสะดวกมากขึ้นมีทางรถไฟ ทางรถยนต์ อาชีพการค้าขายการเป็นนายฮ้อยถือว่ามีความสำคัญต่อช่าวอีสานเป็นอย่างมาก

เพราะเป็นอาชีพที่หาเงินได้งายซึ่งจะเห็นได้ว่าครอบครัวใดที่มีสมาชิคในครอบครัวเป็นนายฮ้อยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างดี อาจกล่าวได้ว่าเป็นอาชีพที่เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอีสานเลยก็ว่าได้ และนายฮ้อยแสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าของชาวอีสานได้เป็นอย่างดี แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียด้ายเนื่องจากระบบการค้าแบบนี้ไม่มีให้เห็นอีกแล้ว

นอกจากบทบาทของนายฮ้อยที่สะท้อนถึงเรื่องเศรษฐกิจของอีสานแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อของคนอีสานได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ ผีสางเทวดา ฤกษ์ยาม อะไรอีกมากมาย ซึ่งความเชื่อในเรื่องแบบนี้ก็มีมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับละครโทรทัศน์เรื่อง “นายฮ้อยทมิฬ” เป็นเรื่องราวของนายฮ้อยเคนที่เดินทางคุมขบวนวัวและควายจากอำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร เพื่อลงไปขายยังเมืองล่าง (กรุงเทพมหานคร) ซึ่งต้องฝ่าฟันกับกลุ่มโจรหลายกลุ่มจนมาถึงจุดหมายปลายทางได้ เป็นละครย้อนยุค ดรามา บทพูดใช้ภาษาอีสานในการดำเนินเรื่องทั้งหมด ละครเรื่องนี้ถูกสร้างเป็นละครโทรทัศน์ 2 ครั้ง ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2544 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2560 ออกอากาศทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.30 -22.40 เริ่มตอนแรกวันจันทร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2560 ต่อจากเรื่องมัสยา

บทประพันธ์ของ “นายฮ้อยทมิฬ” ถูกแต่งขึ้นโดย นักเขียนชื่อดังกวีซีไรต์ “คำพูน บุญทวี” มีเนื้อเรื่องย่อดังนี้

ณ อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ก่อนปี 2500 ความแห้งแล้งทวีความรุนแรง ความหวังเดียวของชาวบ้านอยู่ที่ นายฮ้อยเคน นายฮ้อยค้าควายผู้มีความชำนาญพาทัพควายเดินทางผ่านที่กันดาร ชาวบ้านนับถือเขาว่าเป็นคนหนังเหนียว สู้ได้ทั้งโจรและสัตว์ อยู่ยงคงกระพัน สัตว์มีพิษไม่กล้าเข้าใกล้ ผีสางนางไม้ก็ปราบได้ แม้ควายและลูกน้องเจ็บป่วย ก็ใช้สมุนไพรรักษาหาย จนถูกขนานนามว่า นายฮ้อยทมิฬ

คำพูน บุญทวี
คำพูน บุญทวี
นายฮ้อยสิงห์ จากภาพยนต์เรื่อง คนไฟบิน
นายฮ้อยสิงห์ จากภาพยนต์เรื่อง คนไฟบิน

บทความจาก เกรียนประวัติศาสตร์ / ข่าวสดเว็บบอร์ด น้าชาติ / คุณ chanatip จากเว็บบอร์ด Postjung

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์