เรือมอันเร (ลูดอันเร) ศิลปะการแสดงอันล้ำค่าของชาวอีสานใต้

เรือมอันเร (ลูดอันเร) ศิลปะการแสดงอันล้ำค่าของชาวอีสานใต้

แบ่งปัน

 

เรือมอันเร หรือ ลูดอันเร เป็นศิลปะการแสดงอย่างหนึ่งในหมู่ชาวไทยเชื้อสายเขมร ในบริเวณอีสานใต้ มีลักษณะคล้ายการละเล่นลาวกระทบไม้ของไทย

เดิมนั้นนิยมเรียกว่า “ลูดอันเร” ซึ่ง คำว่า “ลูด” หมายถึง การเต้น หรือกระโดด ส่วนคำว่า “อันเร” หมายถึง “สาก” ซึ่งก็คือ สากตำข้าว นั่นเอง ลูดอันเร จึงหมายถึง การเต้นสาก หรือระบำสาก

h4

ในภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงการละเล่น และเรียกว่า “เรือมอันเร” โดยคำว่า เรือม หมายถึง การรำ ดังนั้น เรือมอันเร จึงหมายถึง รำสาก มีนัยบ่งบอกถึงความอ่อนโอนและนุ่มนวลกว่าเดิม

การละเล่น

การเล่นเรือมอันเรนั้น นิยมเล่นหลังเสร็จฤดูเก็บเกี่ยว คือประมาณเดือนสี่ถึงเดือนห้า (ราวเดือนมีนาคม – เมษายน) อันเป็นช่วงเทศกาลปีใหม่ (สงกรานต์) ของชาวไทยเชื้อสายเขมรด้วย

การละเล่นมักจะมีขึ้นในตอนค่ำ หลังตำข้าวหรือขณะตำข้าว เสียงกระทบของสากจะมีจังหวะสนุกสนาน ทำให้หนุ่มสาวร้องเพลงและรำด้วยกันอย่างสนุกสนาน อันเป็นการเกี้ยวพาราสีไปด้วย

ในภายหลังได้มีการดัดแปลงลักษณะการเต้น และการเคาะจังหวะให้มีแบบแผนมากขึ้น โดยใช้ไม้ยาววางกับพื้นแทนสาก และมีการเต้นข้ามไม้ไปมา พร้อมกับมีเพลงและทำนองเฉพาะสำหรับการละเล่นเรือมอันเรโดยเฉพาะ แต่ก็ยังมีลักษณะการละเล่นคล้ายรำวงด้วย

ปัจจุบันการละเล่นเรือมอันเรในท้องถิ่นในปัจจุบันพบได้น้อย ส่วนใหญ่เป็นการเตรียมเพื่อจัดแสดงต้อนรับนักท่องเที่ยว หรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง อย่างไรก็ตาม ยังมีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมหลายแห่ง

ผู้แสดง

ในการแสดงเรือมอันเร ผู้แสดงไม่จำกัดจำนวน การฟ้อนรำแต่เดิมฝ่ายหญิงจะรำรอบสากที่กระทบกัน ฝ่ายชายที่ยืนดูรอบๆ ถ้าใครอยากจะรำคู่กับฝ่ายหญิงคนไหนก็จะเข้าไปโค้งและขอรำคู่ด้วย ถ้าคู่ไหนรำเก่งและมีความแม่นยำในจังหวะการกระทบสากก็จะพากันรำเข้าสากในช่วงที่สากแยกออกจากกัน และรีบชักเท้าออกเมื่อสากกระทบกันตามจังหวะและท่วงทำนองในการแสดง อาจใช้ผู้รำเป็นจำนวนร้อยคนก็ได้ แต่ถ้าเป็นการแสดงในสถานที่แคบก็ใช้ผู้แสดงน้อยคน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสถานที่และโอกาสที่แสดง

การแต่งกาย

          การแต่งกายเรือมอันเร แต่เดิมไม่มีกฎเกณฑ์อะไรมาก หญิงนุ่งผ้าไหมที่ทอเอง เช่นผ้าโฮล หรือซัมป็วดโฮลต่อประโบล(เชิงผ้านุ่ง) ส่วนผู้ชายนุ่งโสร่ง ต่อมามีการพัฒนาเป็นแบบเดียวกันคือ ฝ่ายหญิงสวมเสื้อแขนกระบอก นุ่งผ้าถุงไหมห่มสไบเฉียงพาดไหล่รวบชายด้านข้าง ดอกไม้ทัดหู และใส่สร้อยตัว หรือสายสังวาลย์ อาจมีเครื่องประดับอื่นๆ เช่น ตุ้มหู สร้อยคอ เป็นต้น ส่วนฝ่ายชายจะสวมเสื้อคอกลมแขนสั้น นุ่งโจงกระเบนผ้าไหมพื้นเมืองที่เรียกว่า ผ้ากะเนียว (ผ้าหางกระรอก) ผ้าขาวม้าไหมคาดเอว และพาดบ่า แล้วทิ้งชายผ้าไปข้างหลังทั้งสองชาย

ที่มา : เรือมอันเร – กรมศิลปากร

ภาพปก เครดิตภาพ… ถนนเซราะกราว วอคกิ้งสตรีท

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์