เรื่องเล่าเยาว์วัย!!! ตำนานผีอีสานใต้ ตอน กระสือ นักล่ายามรัตติกาล

เรื่องเล่าเยาว์วัย!!! ตำนานผีอีสานใต้ ตอน กระสือ นักล่ายามรัตติกาล

แบ่งปัน

บทความต่อไปนี้เป็นเรื่องเล่า อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

เปลวเพลิงร้อนระอุยังโชติช่วง เกล็ดประกายเถ้าถ่านดีดปิ๊ดๆลอยละล่องราวกับกำลังเต้นระบำท่ามกลางสายลมแห่งเหมันต์ฤดู แรกแย้มแสงอรุณรุ่งกำลังจะมา ตาเฒ่าผู้แก่ชรากำลังสาธยายเรื่องราวเก่าแก่ให้ลูกหลานฟัง รอบกองไฟยังคงเต็มไปด้วยเด็กๆที่พยายามตั้งใจฟังคำเอื้อนเอ่ยของตาอย่างใจจดใจจ่อ

เด็กหนุ่มวัยสิบขวบต้นๆ รู้สึกเสียวสันหลังวาบ เมื่อริมฝีปากเหี่ยวย่นแต่เต็มไปด้วยความเเข็งแรงหนักแน่นของคุณตาเผยอปากพูดคำว่า “งัย แนะ น็อง อันเย็ย รืง ทะมบ กระสือ” ลมหายใจผะแผ่วถูกพ่นออกมาท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บในดงกล้วยของแดนอีสานใต้ มันเป็นลมหายใจของความรู้สึกที่ไม่อาจคาดเดาได้

มือที่ใช้อังไฟไปพลางถูกกระตุกเข้าไปในเสื้อแขนยาวตัวบาง เหล่าเด็กน้อยยังคงไม่ละความตั้งใจ ตาเริ่มเล่าเรื่องท่ามกลางบรรยากาศโพล้เพล้ใกล้เช้าเกี่ยวกับเรื่อง “กระสือ”

กระสือ นักล่ายามรัตติกาล

กระสือ เป็นผีที่สิงสู่อยู่ในคนเพศหญิง โดยมากมักจะพบกระสือที่สิงร่างของยายแก่ อุปนิสัยอันโดดเด่นของกระสือก็คือการชอบรับประทานของสดคาว และเที่ยวออกหากินในเวลากลางคืน โดยเวลาออกหากินจะออกไปแต่หัวกับตับไตไส้พุง ส่วนร่างกายจะทิ้งไว้ที่บ้าน บุคคลอื่นๆมักจะเห็นเป็นดวงไฟดวงโตที่มีแสงสีเขียวเรืองวาม ๆเวลาที่กระสือออกหากินเสมอ

หากหญิงคนไหนเพิ่งคลอดลูกใหม่ ผีกระสือจะมาหากลิ่นคาวสดของเลือด และเข้าสิงร่างเพื่อกินตับไตไส้พุงของหญิงที่คลอดลูก รวมถึงทำร้ายเด็กทารกคนนั้น ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเอาหนามพุทราสะไว้ที่ใต้ถุนเรือนตรงบริเวณที่มีร่องมีรูเพื่อป้องกันกระสือ และเชื่อกันว่ากระสือจะกลัวหนามเกี่ยวไส้ของตนขาดจนไม่กล้าเข้ามา

อาหารสุดโปรดของกระสืออีกชนิดหนึ่งก็คือ ของโสโครก เช่น อุจจาระ เป็นต้น หากกระสือรับประทานเข้าไปแล้ว ก็จะเข้าไปเช็ดปากตามผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งข้ามคืนไว้ ทำให้ผ้านั้นปรากฏเป็นรอยเปื้อนเป็นดวง ๆ หากใครได้เอาผ้านั้นไปต้ม กระสือก็จะรู้สึกปวดแสบปวดร้อนปากเป็นอย่างมาก จนต้องมาขอร้องไม่ให้ต้มต่อไป

กระสือเป็นผีที่ตายยาก ก่อนตายจะต้องคายน้ำลายของตนถ่ายเข้าปากลูกหลานคนใดคนหนึ่งไว้ก่อน เพื่อจะได้เป็นกระสือสืบทายาทตัวต่อไป เมื่อตนจะตายจะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสอีกต่อไป

วิธีในการปราบกระสือนั้นเป็นการยากมากที่จะไล่ผีที่มาสิงออกจากร่างเหยื่อได้ ว่ากันว่าวิญญาณผีกระสือจะหยั่งรากลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ดังนั้น หากต้องการปราบกระสือก็จำเป็นจะต้องฆ่าคน ๆ นั้นให้ตายไปพร้อมๆกับวิญญาณด้วยเลย

ในประเทศมาเลเซียมี”ผีฮันตูปินังกาลัน” ซึ่งมีเรื่องเล่าที่มีลักษณะคล้ายกับกระสือของไทย โดยเรื่องเล่ามีอยู่ว่า มีครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูก พอตกกลางคืน ผู้เป็นพ่อมีธุระที่จะต้องออกไปข้างนอกบ้าน ผู้เป็นแม่จึงปิดประตูอยู่ในห้อง จากนั้นจึงหยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ สักพัก หัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยตามติดออกมาด้วย เมื่อหัวและไส้ของนางเคลื่อนที่ไปไหนก็จะปรากฎเป็นดวงไฟสีเหลืองท่บริเวณนั้น นอกจากนี้ ยังมีเสียงดังประดุจลมพัดตลอดเวลาที่นางลอยออกไปเพื่อขับไล่สัตว์น้อยใหญ่ที่หวังจะเข้ามายุ่งกับพวงไส้

เมื่อผู้เป็นลูกแอบเห็น จึงได้ลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาทาดูบ้าง ในขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากร่าง เด็กน้อยก็เกิดความกลัว และร้องไห้โวยวายออกมาอย่างเสียงดังว่า “ช่วยด้วย หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว”เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงของเด็กน้อย ก็พากันหวาดกลัวและไม่มีใครกล้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ

จนกระทั่งเมื่อหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับเข้ามาสู่ร่างเดิม เสียงร้องโวยวายก็สงบเงียบลง และหลังจากวันนั้นเป็นต้นมา ครอบครัวนั้นก็ย้ายหนีออกไป และไม่มีใครมีโอกาสได้พบเห็นพวกเขาอีกเลย

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าของชาวญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องกับปีศาจที่สามารถถอดหัวหากินในเวลากลางคืนได้ด้วย ปีศาจตัวนี้อาศัยอยู่ในแถบภูเขาบริเวณมณฑลไค จนวันหนึ่ง มีซามูไรผู้กล้าผู้ที่ปัจจุบันผันตัวเองไปบวชเป็นพระ และธุดงค์ผ่านมา เมื่อหัวหน้าปีศาจในร่างมนุษย์ทราบเข้า ก็ได้นิมนต์พระรูปนั้นไปพักที่บ้านของตน

เมื่อตกกลางคืน พระได้ตื่นขึ้นมากลางดึกเพื่อหวังจะไปดื่มน้ำโดยไม่ให้เจ้าของรู้ตัวเพราะกลัวจะเป็นการรบกวน ขณะที่เดินผ่านไปยังห้องนอนของเหล่าปีศาจ กลับพบว่าทั้งหมดเป็นร่างที่ไม่มีหัว เมื่อพระเดินตามออกไปดูนอกบ้าน ก็พบเป็นหัวปีศาจ 3-4 หัวล่องลอยไปมา และใช้ลิ้นตวัดกินมดปลวกตามพื้นดิน อีกทั้งยังได้ยินแผนการที่พวกปีศาจจะกินตนในเวลาก่อนรุ่งเช้าด้วย

เมื่อพระได้ยินดังนั้น จึงลากเอาร่างไร้หัวของเหล่าปีศาจไปแอบซ่อนไว้ และเมื่อปีศาจกลับมาแล้วไม่พบร่างของตนก็รู้สึกตกใจและโกรธจัด ทั้งหมดได้ช่วยกันรุมทำร้ายพระ แต่ไม่อาจต้านทานความเก่งกาจของพระผู้ที่เคยเป็นซามูไรมาก่อนได้ จนในที่สุดก็ตายลงในเวลาเช้า

อย่างไรก็ตาม มีหัวของหัวหน้าปีศาจได้กัดติดมากับจีวรของพระ และไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถถอดออกได้ ต่อมา มีโจรผู้หนึ่งได้ขอซื้อหัวปีศาจนี้จากพระ โดยโจรหวังจะใช้หัวปีศาจนี้หลอกเอาเงินผู้คน แต่เมื่อเวลาผ่านไป ก็กลัวว่าปีศาจจะมาทวงคืน จึงได้ทำสุสานเพื่อฝังหัวปีศาจเอาไว้ และเชื่อกันว่าสุสานแห่งนี้ยังคงมีปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้

กระสือ เป็นชื่อผีชนิดหนึ่งที่ถือว่าเข้าสิงในตัวผู้หญิงและชอบกินของโสโครก คู่กับ “กระหัง” ซึ่งเข้าสิงในตัวผู้ชาย

ผู้เฒ่าผู้แก่บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ “ผีกระสือ” ไว้ว่า ผีตัวนี้มีมาตั้งแต่โบราณ เป็นผีผู้หญิงที่ยามปกติใช้ชีวิตปะปนกับผู้อื่นในสังคม เกลียดกลัวแสงแดด แต่ตกดึกจะถอดหัวกับไส้ออกจากร่างไปหากิน โดยปรากฏเป็นแสงไฟสีเขียว ๆ ที่ล่องลอยจากฟากฟ้ายามค่ำคืน ของที่ผีพวกนี้ชอบกินคือของเน่าเสียหรือสิ่งปฎิกูลต่าง ๆ และมีอีกอย่างที่กระสือชอบกินเป็นพิเศษคือ “รกเด็ก”

สมัยโบราณเมื่อบ้านใดมีหญิงตั้งครรภ์ ชาวบ้านมักจะเชื่อกันว่ากระสือจะต้องไปที่บ้านหลังนั้นเพื่อกินรกเด็กอย่างแน่นอน จึงมักนำปลายไม้ไผ่แหลม ๆ หรือสิ่งของมีคมต่าง ๆ มาล้อมไว้รอบ ๆ บ้าน เพราะเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่กระสือกลัวและเกลียดมากที่สุดคือ เพราะเมื่อใดที่กระสือนั้นเข้าไปใกล้สิ่งของแหลม ๆ เหล่านั้น ไส้อันระโยงระยางของมันจะไปเกี่ยวกับไม้ และเป็นการยากที่จะออกได้

ลักษณะของกระสือ

กระสือในรูปแบบที่รับรู้กันในยุคปัจจุบัน คือ เป็นผีผู้หญิงแก่ที่ล่องลอยไปพร้อมกับหัวและไส้และอวัยวะส่วนอื่น เช่น หัวใจ, ปอด และเรืองแสงได้เรือง ๆ แต่ทว่าตามนิยามของ เสฐียรโกเศศ แล้ว กระสือเป็นเพียงผีผู้หญิงแก่ที่มีเพียงหัวกับไส้ที่ส่องแสงเรือง ๆ โดยที่ไม่มีอวัยวะส่วนอื่นใด ซึ่งที่มาของกระสือที่มีหัวกับไส้และอวัยวะส่วนอื่น ๆ แบบที่คุ้นเคยกันนั้น มาจากภาพวาดของ ทวี วิษณุกร ที่แต่งเติมเอาจากจินตนาการในใบปิดภาพยนตร์เรื่อง “กระสือสาว” ที่ฉายเมื่อปี พ.ศ. 2516 นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ พิศมัย วิไลศักดิ์

ประวัติผีกระสือ

ในอดีตเคยมีความเชื่อกันว่า กระสือ คือ ภูตชนิดหนึ่ง วิบากกรรมที่ทำให้เป็นภูต ตอนเป็นมนุษย์หากินทางมิชอบ คือ หลอกลวงต้มตุ๋นเพื่อนมนุษย์ เช่น นำของปลอมมาหลอกขายเป็นของจริง หรือของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม ตายแล้วก็จะไปเป็นเปรตก่อน มีความหิวโหยมาก ชอบกินของบูดของเน่า เพราะวิบากกรรมมีพฤติกรรมสกปรก โลภอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่นในทางมิชอบ พ้นสภาพจากเปรต หากกรรมยังไม่หมดก็จะมาเกิดเป็นภูต จะกินได้เฉพาะของสกปรก ของคาว ของเน่าเหม็น โดยจะเข้าสิงได้เฉพาะบุคคลที่มีวิบากกรรมเหมือนที่ตัวเองเคยทำตอนเป็นมนุษย์ มันถึงจะดูดไปหากันได้ ไม่ใช่อยากเข้าสิงใครก็สิง

ทั้งนี้ภูตมีลักษณะรูปร่างคล้าย ๆ ผี แต่มีฤทธิ์มากกว่า คือสามารถแปลงกายเป็นสัตว์ได้ แต่ผีแปลงกายไม่ได้ ภูตบางตนแปลงได้มาก บางตนแปลงได้น้อย บางภูตแปลงได้ 2 อย่าง 3 อย่าง 4 อย่าง บางภูตแปลงได้แค่เป็นหมาดำตัวใหญ่ บางภูตแปลงเป็นงูได้ เป็นต้น ซึ่งภูตจะมีชีวิตสิงมนุษย์อยู่เหมือนกาฝากที่ติดตามต้นไม้ต่าง ๆ ยิ่งอยู่นานไปก็จะยึดทั้งร่างกายและจิตใจของมนุษย์นั้น เหมือนกาฝากที่ขยายขึ้นคลุมต้นไม้ พวกนี้จะชอบที่มืด ไม่ชอบแสงสว่าง แต่ไม่มีหัวและไส้ตามที่เข้าใจ จะถอดจิตของเจ้าของร่างออกขณะเจ้าของร่างนอนหลับ เมื่อถอดไปแล้วเจ้าของร่างก็ไปไหนไม่ได้ จะเห็นเป็นดวงไฟสว่างเป็นสี ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีสีเหลือง สีแดง สีเขียว สีส้ม ลอยขึ้น ๆ ลง ๆ เพื่อหาอาหาร ดวงนั้นก็คือดวงจิตของมนุษย์ที่มีวิบากกรรม แล้วถูกบังคับให้ออกมา โดยภูตจะหุ้มดวงจิตนั้นไว้ ซึ่งมนุษย์จะเห็นแค่เพียงดวงลอยไปเท่านั้น แต่มองไม่เห็นตัวภูต

เช่นเดียวกัน กระสือ ก็ชอบกินของสกปรก ของคาว ของเหม็นเน่า เวลากินก็ต้องแปลงร่างเป็นภูตก่อน มีรูปร่างคล้าย ๆ คน ผอม ๆ ดำ ๆ น่าเกลียด ไม่นุ่งผ้า แต่คนจะมองเห็นแค่ดวง แต่ตัวก็จะแปลงพรึบขึ้นมาเลย มันจะกึ่งหยาบ กึ่งละเอียด แล้วก็กินของเน่าสกปรกด้วยความเอร็ดอร่อย เพราะวิบากกรรมบังคับ กินเสร็จแล้วจะมาเช็ดปากกับเสื้อผ้าที่ชาวบ้านตากทิ้งไว้ค้างคืน แล้วทิ้งร่องรอยสกปรกไว้ มีความเชื่อว่าถ้าเอาผ้าที่ผีกระสือเช็ดปากไปฟาดที่บันไดจะทำให้คนที่เป็นกระสือเกิดปากบวมบ้าง หรือเอาผ้าไปต้มให้ปวดแสบปวดร้อน

แต่ก็มีบางประวัติกล่าวว่า ผีกระสือจะสิงเด็ดขาดในผู้หญิง เวลากลางวันจะมีร่างเหมือนหญิงทั่วไป มีพฤติกรรมแปลก ๆ คล้ายคนป่วย แต่ตกกลางคืนดึก ๆ วิญญาณร้ายที่สิงอยู่ในส่วนลึกของจิตใจจะบีบเค้นให้ศีรษะและอวัยวะภายในหลุดออกจากร่าง ลอยออกไปล่าเหยื่อกินวัวควายและสัตว์เล็ก ๆ ประเภทกบเขียดแต่มักจะหลบคนและไม่ทำร้ายคนนอกจากจะจนมุมแล้ว ชอบกินเครื่องในโดยเฉพาะไส้แบบสด ๆ จากนั้นจะไปเช็ดปากตามผ้าที่ตากไว้ตามบ้านต่าง ๆ

นอกจากนั้น ผีกระสือชอบกินอีกอย่าง คือ อุจจาระ เนื่องจากคนสมัยก่อนจะไม่มีส้วม แต่จะขุดหลุมใช้เป็นส้วมชั่วคราว ทำให้ผีกระสือสามารถไปกินอุจจาระได้ง่าย จนชาวบ้านทนไม่ไหวต้องให้หมอผีมาปราบ แต่การปราบกระสือนั้นไม่สามารถไล่ออกจากร่างของเหยื่อเคราะห์ร้ายได้ เพราะวิญญาณนั้นได้หยั่งลึกลงในใจของคน ๆ นั้น ฉะนั้น การปราบกระสือก็เท่ากับต้องฆ่าคน ๆ นั้นไปเลย

ลักษณะพิเศษอีกอย่างของกระสือคือจะมีดวงไฟวูบวาบอยู่ที่หัวใจ เชื่อกันว่านั่นคือวิญญาณที่สิงอยู่ในตัวของคนเคราะห์ร้าย เมื่อมองจากที่ไกลๆ จะเห็นเป็นดวงไฟเขียว ๆ ส่องแสงสลัว ๆ ในความมืด ผีกระสือนั้นมีความรอบคอบพอดู เพราะเมื่อออกจากร่างไปหากิน เขาจะคาบผ้าห่มมาคลุมร่างไร้หัวของเขาไว้ก่อนไป ร่างของเขานั้นจะไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ พูดตรง ๆ ก็คือจะกลายเป็นศพอยู่ขณะหนึ่ง ไม่มีความรู้สึกนึกคิดเพราะอวัยวะภายในหลุดออกไปหมดแล้ว ร่างนั้นจะสงบนิ่งอยู่จนกว่าเขาจะกลับมาเข้าร่างเดิม

การสืบสายพันธ์ุ – สืบทอดทายาท

กระสือสืบทอดทายาทโดยการให้ผู้ที่ตนเองต้องการจะให้เป็นทายาทกินน้ำลายของมันเอง และแล้วบุคคลผู้นั้นก็จะค่อย ๆ ซึมซับความเป็นกระสือไปทีละน้อย จนนานวันเข้ากลายเป็นทายาทกระสือไป ปัจจุบันไม่มีข้อมูลว่ามีผู้พบเห็นผีตัวนี้อยู่หรือไม่ หรือกระสืออาจจะหายไปกับวัฒนธรรมวิถีชาวบ้านที่ถูกกระแสกาลเวลาเปลี่ยนไป…

กระสือในทางวิทยาศาสตร์

พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลความหมายของ “กระสือ” ไว้ว่า ผีผีชนิดหนึ่งที่ถือว่าเข้าสิงในตัวผู้หญิง ชอบกินของโสโครก โดยผีกระสือคู่กับผีกระหังซึ่งเป็นผีผู้ชาย

สำหรับ “ผีกระสือ”ในทางวิทยาศาสตร์ คือ แก๊สมีเทน (methane) ที่เกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของสารอินทรีย์แล้วติดไฟในอากาศ เป็นแสงวอบแวบในที่มืด หรือโคมชนิดหนึ่ง มีที่เปิดปิดไฟ มีแว่นฉายแสงไปได้ไกล

กระสือมักได้รับการอธิบายในทางวิทยาศาสตร์ว่า คือ ดวงไฟที่ลุกโชนจากโมเลกุลของก๊าซมีเทนที่เกิดจากการสะสมของซากเน่าเปื่อยของอินทรียสารในนาข้าวหรือท้องทุ่ง แต่ในทัศนะของ รองศาสตราจารย์ ดร.สิรินทรเทพ เต้าประยูร นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องพลังงานธรรมชาติแห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เห็นว่า ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะก๊าซมีเทนในนาข้าวนั้นไม่ได้มีปริมาณมากพอที่จะเกิดการลุกไหม้ อีกทั้งถ้าลุกไหม้จริงก็จะปรากฏอยู่บริเวณเฉพาะผิวหน้าของวัตถุ มิได้ลอยขึ้นไปในอากาศหรือเคลื่อนที่ได้

อีกทั้งในทางกายวิภาค ร่างกายมนุษย์เมื่อถอดส่วนหัวแล้ว อวัยวะส่วนอื่น ๆ เช่น ไส้, หัวใจ หรือปอด ก็จะไม่ติดออกมาด้วย

ผีที่คล้ายกัน

กระสือในกัมพูชาเรียกว่า “เอิบ” (เขมร: អាប อาบ) ในลาวเรียก “กะสือ” (ลาว: ກະສື) ในเวียดนามเรียก “มาลาย” (เวียดนาม: ma lai)

ในแถบมาเลเซียยังมีเรื่องของผีที่มีลักษณะคล้ายกระสือของไทยด้วย เรียกว่า “ฮันตูปินังกาลัน” หรือ “ปินังกาลัน” (มลายู: Hantu penanggal, Penanggalan)

มีเรื่องเล่าว่า ครอบครัวหนึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ ลูก วันหนึ่งในตอนกลางคืน ผู้เป็นพ่อได้ออกไปธุระข้างนอกบ้าน ผู้เป็นแม่ปิดประตูอยู่ในห้อง แล้วนางก็หยิบเอาขวดน้ำมันมนต์มาทารอบคอ สักพักหัวกับตัวของนางก็แยกออกจากกันโดยมีตับไตไส้พุงห้อยติดออกมาด้วย เวลาที่ออกหากินจะเห็นเป็นแสงสีเหลือง และมีเสียงดังดุจลมพัดตลอดเวลาที่นางลอยไปเพื่อขับไล่สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่จะเข้ามายุ่งกับพวงไส้ของนาง ผู้เป็นลูกได้แอบเห็นดังนั้นจึงลองเอาน้ำมันมนต์ของแม่มาลองทาดูบ้าง ขณะที่หัวกำลังจะแยกออกจากตัว เด็กน้อยเกิดกลัวจนร้องโวยวายออกมาว่า “ช่วยด้วย หัวของฉันกำลังจะหลุดออกจากตัวแล้ว” จนชาวบ้านละแวกนั้นได้ยินกันทั่ว แต่ไม่มีใครกล้าเยี่ยมหน้าเข้ามาให้ความช่วยเหลือ จนกระทั่งหัวของผู้เป็นแม่ลอยกลับมา เสียงร้องโวยวายก็เงียบลง หลังจากวันนั้น ครอบครัวนั้นก็ย้ายหนีไปจากที่นั่น และไม่มีใครได้พบเห็นอีกเลย

ซึ่งความแตกต่างของฮันตูปินังกาลัน และกระสือ ต่างกันที่สีของดวงไฟ ที่กระสือจะเป็นสีเขียวหรือแดง และฮันตูปินังกาลันจะเป็นสีเหลือง อีกทั้งฮันตูปินังกาลันยังมีความดุร้ายกว่าด้วย

ที่ฟิลิปปินส์ มีความเชื่อเรื่องมานานังเกล (ตากาล็อก: Manananggal) ผีดูดเลือดที่มีปีกเหมือนค้างคาวขนาดใหญ่อยู่ด้านหลัง เมื่ออกล่าเหยื่อจะถอดลำตัวท่อนบนออกแล้วบินไปในอากาศในเวลากลางคืน รวมถึงยังชอบที่จะกินเด็กทารกจากครรภ์ผู้เป็นแม่อีกด้วย

นอกจากนั้นแล้วที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับปีศาจที่สามารถถอดหัวหากินได้ในเวลากลางคืน เรียกกันว่า นุเกะ-คุบิ (ญี่ปุ่น: ぬけ首) อาศัยอยู่แถบภูเขาบริเวณมณฑลไค จนซามูไรผู้กล้าผู้หนึ่งที่เลิกจากการเป็นซามูไรแล้ว ได้บวชเป็นพระธุดงค์ผ่านไป หัวหน้าปีศาจในร่างมนุษย์ก็ได้นิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน ในเวลากลางคืนพระก็ตื่นขึ้นมากลางดึก หวังจะดื่มน้ำโดยไม่รบกวนเจ้าบ้าน ขณะผ่านไปยังห้องที่เหล่าปีศาจนอนกันพบว่า ทั้งหมดเป็นร่างที่ไม่มีหัวแล้ว พระตามไปดูนอกบ้าน พบเป็นหัวปีศาจ 3-4 หัวล่องลอยไปมา ใช้ลิ้นตวัดกินมดปลวกตามพื้น และคุยกันว่าจะกินพระในเวลาก่อนรุ่ง พระเลยลากเอาร่างที่ไร้หัวเหล่านั้นไปซ่อนไว้ เมื่อปีศาจกลับไปดูที่บ้านไม่พบทั้งพระและร่างของตัวเองเลยตกใจและโกรธจัด ทั้งหมดได้รุมทำร้ายพระ แต่ไม่อาจทำอะไรพระได้ เพราะพระเคยเป็นซามูไรมาก่อน ก็ตายลงเมื่อถึงเวลาเช้า แต่หัวของหัวหน้าปีศาจก็ได้กัดติดกับจีวรพระไม่สามารถถอดออกได้ ต่อมา มีโจรผู้หนึ่งได้ขอซื้อหัวปีศาจนี้จากพระ โจรหวังจะใช้หัวปีศาจนี้หลอกผู้คนเอาเงิน แต่ต่อมากลัวปีศาจจะมาเอาคืน เลยทำสุสานฝังให้ ว่ากันว่าสุสานแห่งนี้ยังมีปรากฏจนถึงทุกวันนี้

อิทธิพลของความเชื่อเรื่องกระสือ

ราชบัณฑิตยสถานว่า ความเชื่อเรื่องกระสือนี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวันของคนไทยโบราณหลายประการด้วยกัน เป็นต้นว่า

  • ผลกล้วยที่แกร็นทั้งเครือ จะเรียกว่า “กล้วยกระสือดูด”
  • คนตะกละกินหรือคนที่กินอย่างสวาปาม จะเรียกว่า “คนตะกละเหมือนผีกระสือ” หรือ “คนกินเหมือนผีกระสือ”
  • โคมชนิดหนึ่งซึ่งมีที่เปิดปิดไฟได้และมีแว่นฉายแสงไปได้วาบ ๆ เรียกว่า “โคมตาวัว” หรือ “กระสือ”
  • ไพลชนิดหนึ่งซึ่งเรืองแสงได้ในที่มืด เรียกว่า “ว่านกระสือ”
  • เห็ดจำพวกหนึ่งสามารถเรืองแสงได้ในที่มืด เรียกว่า “เห็ดกระสือ”
  • ที่ตำบลห้วยกะปิ อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี มีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ชื่อ “หนองเกษม” เดิมมีชื่อว่า “หนองกระสือ” ทั้งนี้มีเสียงร่ำลือกันว่าเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีชาวบ้านพบเห็นกระสือที่นี่ ต่อมาจึงได้เปลี่ยนชื่อเพื่อลดความน่ากลัวลง

กระสือในยุคปัจจุบัน

แม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่ากระสือมีตัวตนอยู่จริงๆหรือเปล่า แต่ทว่าก็มีข่าวออกมาบ่อยๆว่าพบแสงประหลาดลอยล่องในยามค่ำคืนคล้ายเป็นแสงของกระสือออกมาอยู่เนืองๆ

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก กะปุกด็อทคอม วิกิพีเดีย ตำนานดีๆ

คอมเม้นต์

คอมเม้นต์